กระดูกสันหลังระทม ขายที่นา-ทิ้งร้างโรงสี
ภาวะเศรษฐกิจซบเซา ซึมยาว ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนอย่างเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะต่อคุณภาพชีวิตของ ชาวไร่ ชาวนา ราคาสินค้าเกษตรกรรมอย่างข้าวขาว ขายไม่ได้ราคา ไม่คุ้มต้นทุนหยาดเหงื่อแรงงานที่ทุ่มลงไป เนื่องจากกำลังซื้อลดลงและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ปัญหาที่กระหน่ำซ้ำเติมนี้ ทำให้อาชีพทำนา ทำไร่ ไม่สามารถเป็นที่พึ่งหวัง เลี้ยงปากท้องได้อีกต่อไป
จึงปรากฏภาพตลอดสองข้างทางถนนสายเอเชีย มีการปักป้ายประกาศขายที่นาแปลงใหญ่ๆ โดยเฉพาะ จ.พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และชัยนาท อู่ข้าวอู่น้ำแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศ
เหตุผลในการปักป้าย ตัดใจขายที่ดินของแต่ละคน มีอย่างไรบ้าง ลองไปสำรวจ พูดคุย ฟังเจ้าของที่ดิน หรือผู้เกี่ยวข้องกัน
เริ่มจาก “วิรัตน์ อบรมชอบ” นายหน้าซื้อขายที่ดินอิสระ ให้ข้อมูลถึงการติดตั้งป้ายประกาศซื้อขายที่ดินในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวนมากว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์ของโควิด-19 ทำให้ผู้ที่ครอบครองที่ดินได้มีการนำที่ดินมาจำนองจำนวนมาก และขาย เนื่องจากเงินขาดมือ หรือธุรกิจหยุดชะงัก ต้องเอาที่ดินมาจำนอง หรือขายเพื่อนำเงินไปบริหารจัดการธุรกิจ ที่ดินที่ติดกับถนนสายเอเชียช่วง จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนใหญ่จะเป็นที่ดินของกลุ่มนายทุนเสียส่วนใหญ่
“ความต้องการของที่ดินริมถนนสายเอเชียส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นลักษณะของการสร้างโชว์รูมรถยนต์ เต็นท์รถ ร้านจำหน่ายยาง ในส่วนของความต้องการของกลุ่มผู้ประกอบการต่างๆ มีความสนใจที่ดินพื้นที่ของพระนครศรีอยุธยา มากขึ้นเนื่องจากเป็นเมืองที่กำลังขยายตัว รวมถึงผู้ที่สนใจที่ดินทำเลติดแม่น้ำ ในกลุ่มของหมู่บ้านจัดสรร ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการหาพื้นที่ประมาณ 5-10 ไร่เพื่อสร้างบ้านจัดสรรขนาดเล็ก เพราะจะขายบ้านได้ง่ายจบเร็ว” วิรัตน์กล่าว
วิรัตน์บอกว่า ส่วนกลุ่มหมู่บ้านจัดสรร บ้านแบรนด์ชื่อดัง มีความสนใจการลงทุนสร้างหมู่บ้านในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มากขึ้น มีกำลังในการลงทุนสูงสร้างหมู่บ้านขนาดใหญ่พื้นที่ทำเลสวย ราคาที่ดินใน จ.พระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันส่วนตัวมองว่า ราคาที่ดินไม่ปรับตัวสูงขึ้นคงที่ และจะลดลงในบางพื้นที่ ด้วยสภาพแวดล้อมการขยายตัวของระบบขนส่ง ยังไม่พบการลงทุนในเนื้อที่ขนาดใหญ่ มีการหาที่ดินตั้งแต่ประมาณ 5-10 ไร่ เพื่อลงทุนธุรกิจขนาดเล็ก
ขณะที่ “สำรวม โพธิ์เกิด” ชาวนาในพื้นที่ อ.เมือง จ.ชัยนาท เปิดเผยว่า ได้ประกาศขายที่นาจำนวน 13 ไร่ ที่เป็นสมบัติจากรุ่นพ่อ ซึ่งยึดอาชีพทำนาปลูกข้าวขายมาตลอดชีวิต แต่มาถึงรุ่นลูกซึ่งมีลูกชาย 1 คน และลูกสาว 1 คน โดยลูกชายคนโตสอบเข้ารับราชการได้ จึงไม่สามารถมาทำนาได้ เพราะไม่มีเวลา รวมทั้งความรู้ทางการเกษตรก็ไม่มี ส่วนลูกสาวคนเล็กก็เปิดร้านขายของชำ รักในอาชีพค้าขาย ไม่ชอบทำการเกษตร เพราะบอกว่าเป็นอาชีพที่เหนื่อย เพราะต้องใช้แรงงาน ทำให้ตนไม่มีผู้สืบทอดอาชีพทำนาข้าว จึงจำเป็นต้องประกาศขายในที่สุด เพื่อเอาเงินมาแบ่งให้ลูกทั้ง 2 คนแทน
ส่วนอีกคน “เกษม จิรารัตน์” ชาวนาในพื้นที่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ระบุว่า มีที่นาอยู่ 30 ไร่ มาวันนี้ได้ปักป้ายประกาศขาย 20 ไร่ เพื่อที่จะเอาเงินสดมาใช้จ่ายลงทุนทำอย่างอื่น เพราะปัจจุบันการทำนามีแต่ขาดทุนไม่คุ้มค่าเสียเวลา และแรงงานรวมทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น จากค่าน้ำมัน ปุ๋ย ยา ค่าแรงคนงาน ค่าเมล็ดพันธุ์ รวมๆ แล้วตกไร่ละ 5,000-5,500 บาท แต่ราคาข้าวในปัจจุบันไม่ถึงตันละ 8,000 บาท ทำให้เสี่ยงที่จะขาดทุนทุกรอบที่ทำนา แถมซ้ำร้ายช่วงไหนที่เกิดภัยแล้งหรือแมลงศัตรูพืชระบาดข้าวเสียหายหนัก ก็ต้องทำใจ เพราะจะต้องขาดทุนโดยแทบจะไม่ได้อะไรกลับคืนมา จึงตัดสินใจขายนาบางส่วนเหลือไว้เพียงแค่ 10 ไร่ พอได้ปลูกข้าวเก็บไว้กินเองเท่านั้น
“สมพล สกุลงาม” ชาวนาอำเภออินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ระบุว่า ได้ประกาศขายที่นาจำนวนกว่า 100 ไร่ อยู่บริเวณเยื้องกับหน้าสวนรุกขชาติบ้านคูเมือง อินทร์บุรี ที่ประกาศขายเพราะเนื่องจากไม่อยากทำต่อแล้ว เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าน้ำมัน เพิ่มขึ้นทุกอย่าง แต่ราคาข้าวเปลือกกลับไม่ดีเลย ปลูกข้าว กข 85 ขายได้ตันละ 6,500-7,000 บาท ซึ่งแทบไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย ทั้งๆ ที่พยายามลดต้นทุนทุกอย่าง โดยติดต่อกับทางบริษัทขายปุ๋ย ขายยาโดยตรง บริหารจัดการเองทุกอย่าง ก็ยังแทบจะไม่คุ้มทุน จึงไม่อยากทำนาอีกแล้ว แต่ถ้าหากราคาข้าวเปลือกประมาณ 10,000 บาทต่อตันก็จะอยู่ได้ จึงประกาศขายที่นายกผืนในราคาไร่ละ 250,000 บาท
ด้าน “ศุภศักดิ์ รุ่งเจิดฟ้า” นักธุรกิจ จ.นครสวรรค์ กล่าวว่า ได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเนื้อที่ 44 ไร่ ติดถนนสายเอเชียช่วง จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นโรงสีเก่ามาประกาศขาย เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ตั้งราคาไว้ที่ 100 ล้านบาท หรือไร่ละกว่า 2 ล้านบาท เป็นราคาที่ลดลงจากเดิมที่ซื้อมาไร่ละ 2.8 ล้านบาทเมื่อปี 2557 ซึ่งตอนนั้นตั้งใจจะทำธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่งและโรงงานประกอบ แต่พอเปลี่ยนรัฐบาลแล้วเศรษฐกิจไม่ดีจึงชะลอ และตัดสินใจจะขาย เพื่อลดภาระดอกเบี้ย โดยประกาศขายมา 2 ปีแล้วแต่ยังไม่มีคนซื้อ เนื่องจากคนที่จะซื้อก็เพื่อทำธุรกิจคงไม่มีใครซื้อเก็บไว้ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้
ถือเป็นชะตากรรมของทุกภาคส่วน ที่ได้รับผลสะเทือนจากภาวะเศรษฐกิจ และโดยเฉพาะชาวนาที่ไม่ว่า ยุคสมัยใดก็ตาม ไม่เคยจะลืมตาอ้าปากได้สักที ถึงขั้นตัดใจประกาศขายที่ดิน มรดกตกทอด

