‘ทวิดา’ เน้นฟังคนพื้นที่ – อุดช่องว่าง กทม.ตะวันออก ‘รักษาไม่เป็นระบบ’ ประเมินทุก 3 เดือน ‘แซนด์บ็อกซ์’ เวิร์กไหม ?

17.01.23 | 15:12 น.

‘ทวิดา’ เน้นฟังคนในพื้นที่ ประเมินทุก 3 เดือน ‘แซนด์บ็อกซ์’ เวิร์กไหม ? เดินหน้าอุดช่องว่าง กทม.ฝั่งตะวันออก ‘รักษาไม่เป็นระบบ’ ยกระดับบริการสาธารณสุข

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 มกราคม ที่ ห้องประชุมแก้วเจ้าจอม ชั้น 3 อาคารบริการ โรงพยาบาลสิรินธร เขตประเวศ รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีเปิดประชุมการขับเคลื่อนนโยบายผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ด้านสาธารณสุข แซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) กรุงเทพฝั่งตะวันออกพื้นที่ 13 เขต (หนองจอก บางกะปิ พระโขนง มีนบุรี ลาดกระบัง บึงกุ่ม ประเวศ สวนหลวง คันนายาว สะพานสูง วังทองหลาง คลองสามวา และบางนา) ซึ่ง กทม.เดินหน้า Sandbox กรุงเทพฝั่งตะวันออก 13 เขต เพื่อแก้ปัญหาระบบบริการด้านสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดภาระประชาชน สู่การยกระดับบริการสาธารณสุขคนเมืองครบวงจร เพื่อให้ทุกคนเข้ารับบริการพื้นฐานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ ลดภาระประชาชน ชุมชน และโรงพยาบาลใหญ่ๆ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นประชาชน

รศ.ดร.ทวิดากล่าวว่า เราให้ประชาชนเป็นตัวตั้ง ทำอย่างไรให้ประชาชนทุกคนได้รับการดูแล

“ดังนั้น รูปแบบ Sandbox ต้องเริ่มขึ้น และมีการพิจารณาทุก 3 เดือน ว่าเรามาถูกทางหรือไม่ เพื่อออกแบบให้มีความรอบคอบที่สุดและใช้ข้อมูลให้ถี่ถ้วนที่สุด บริการให้เกิดรอยต่อน้อยที่สุด ใช้บริบทของพื้นที่และฟังคนในพื้นที่ให้มากที่สุด เพื่อพัฒนาปรับปรุงต่อไป” รศ.ดร.ทวิดากล่าว

Advertisement

สำหรับ Sandbox กรุงเทพตะวันออกจะดำเนินงานส่งต่อการดูแลผู้ป่วยในระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยระยะกึ่งเฉียบพลัน การดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง รวมไปถึงผู้ป่วยระยะท้าย โดยประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเชื่อมโยงข้อมูลด้านบริการ การส่งต่อและการดูแลต่อเนื่องอย่างเป็นระบบในพื้นที่พิเศษเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลสิรินธร โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ โรงพยาบาลนพรัตน์ โรงพยาบาลลาดกระบัง และโรงพยาบาลคลองสามวา เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงง่าย ทั่วถึง และครอบคลุมอย่างเป็นองค์รวม ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การดูแลรักษา ฟื้นฟู และดูแลต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ จากภาวะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงช่องว่างของการบริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ระบบริการขาดการประสานงานและการบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ จนกลายเป็นภาระของประชาชนที่ไม่สามารถพึ่งพิงหน่วยบริการพื้นฐานได้ ส่งผลต่อเนื่องถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในพื้นที่ เกิดความแออัด ผู้รับบริการขาดความเชื่อมั่นต่อหน่วยบริการพื้นฐาน ซึ่งหน่วยบริการพื้นฐาน หรือสาธารณสุขแบบปฐมภูมิของกรุงเทพมหานครที่กล่าวถึง คือ ศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกอบอุ่น ศูนย์สุขภาพชุมชน เมื่อระบบบริการขาดการเชื่อมโยงกันอย่างแท้จริงระหว่าง หน่วยบริการปฐมภูมิ และโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อผู้รับบริการ การเข้าถึงบริการเป็นไปได้ยาก ระบบบริการที่มีอยู่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องมีการออกแบบระบบและกลไกขึ้นมาใหม่

โมเดล Sandbox จึงเกิดขึ้นจากการถอดบทเรียนจากปัญหาเหล่านี้ เพื่อหาทางออกแก้ปัญหา อุดช่องว่างการรักษาพยาบาลที่ไม่เป็นระบบ โดยแนวคิด Sandbox คือการใช้ระบบปฐมภูมิที่เป็นหน่วยบริการพื้นฐานหรือสาธารณสุขแบบปฐมภูมิ ได้แก่ ศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง คลินิกอบอุ่น ศูนย์สุขภาพชุมชน และในอนาคตอาจรวมถึงร้านขายยา โดยจะต้องทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการหรือได้รับการรักษาพยาบาลใกล้บ้านได้ ต้องพัฒนาหรือนำเอาระบบและกลไกต่างๆ มาเสริมการบริการและทำให้เป็นมาตรฐานทั้งหมดเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ ลดภาระของโรงพยาบาลใหญ่ๆ และเมื่อจำเป็นหน่วยบริการสามารถที่จะช่วยในการประสานงานในการส่งต่อผู้ป่วยไปสู่โรงพยาบาลได้อย่างเป็นระบบ หากแนวคิดนี้ทำได้สำเร็จจะนำไปสู่ระบบสาธารณสุขที่ดี เกิดการเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบปฐมภูมิเข้มแข็ง ประชาชนไว้ใจได้ พึ่งพาพึ่งพิงได้ ซึ่งได้มีการดำเนินการนำร่องมาแล้วในส่วนของ ราชพิพัฒน์โมเดล และดุสิตโมเดล

สำหรับ การประชุมขับเคลื่อนฯ Sandbox กรุงเทพฝั่งตะวันออกในวันนี้ มีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง พญ.วันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร พลอากาศโท นพ.อนุตตร จิตตินันท์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายจิรัฏฐ์ ม้าไว ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บริหาร สปสช. คณะผู้บริหารสำนักการแพทย์ สำนักอนามัย โรงพยาบาลสิรินธร โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ โรงพยาบาลลาดกระบัง โรงพยาบาลคลองสามวา โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี ศูนย์บริการสาธารณสุข และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

ต่อมา เวลา 12.00 น. รศ.ดร.ทวิดา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์บริการสาธารณสุข 46 กันตารัติอุทิศ เขตลาดกระบัง เพื่อติดตามการอำนวยความสะดวก การดูแลและการบริการประชาชน ทั้งในด้านการรักษาพยาบาลผู้ป่วย การฉีดวัคซีน การดูแลเด็กแรกเกิด-5 ขวบ พัฒนาการของเด็ก การติดตามดูแลผู้ป่วยหรือเด็กในชุมชน การเก็บและการแบ่งปันข้อมูลผู้เข้ารับการรักษา การป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ รวมทั้งรับฟังปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการ โดยมี นายจิรัฏฐ์ ม้าไว ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมด้วย

จากนั้น เวลา 13.00 น. รศ.ดร.ทวิดา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานีดับเพลิงลาดกระบัง เขตลาดกระบัง ซึ่งจากการตรวจเยี่ยมพบว่า ตัวสถานีเป็นอาคารเก่าปัจจุบันเริ่มทรุดโทรม ยานพาหนะบางส่วนต้องทำการซ่อมบำรุงเพื่อให้พร้อมต่อการใช้งาน อีกทั้งมียานพาหนะเก่าที่ชำรุดเสียหายไม่สามารถใช้งานได้จำนวนหลายคัน รวมถึงความต้องการกำลังพลเพิ่มเติม

รศ.ดร.ทวิดา รับทราบปัญหา พร้อมกำชับให้เร่งหาแนวทางการปรับปรุงอาคาร การซ่อมบำรุงยานพาหนะ การเร่งดำเนินการจำหน่ายยานพาหนะที่ใช้การไม่ได้ เพื่อจะได้มีบัญชีว่างและสามารถจัดซื้อใหม่มาปฏิบัติงานทดแทนได้ รวมทั้งการแนวทางการจัดสรรกำลังพลเพิ่มเติม ตลอดจนการจัดอุปกรณ์ดับเพลิงต่างๆ ให้แก่สถานีดับเพลิงอย่างพอเพียง เพื่อให้สถานีมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มประสิทธิภาพและเจ้าหน้าที่ได้รับความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน