สกัด ‘หลักประกันสุขภาพ’ สั่นคลอน สปสช.ดูแลค่ารักษาส่วนเพิ่ม ‘สิทธิบัตรทอง’

23.01.23 | 15:10 น.

แม้พระราชบัญญัติ (...) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ..2545 ระบุว่า สถานพยาบาล หรือโรงพยาบาลไม่สามารถเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม หรือเรียกเก็บค่าบริการเกินกว่าที่คณะกรรมการกำหนดไว้ (Extra Billing) จากผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ได้ก็ตาม ทว่า ที่ผ่านมากลับพบว่ามีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นให้เห็นมาโดยตลอด

ข้อมูลจากรายงานเรื่อง “Extra Billing อะไรทำได้ ทำไม่ได้ ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้สรุปสถานการณ์ตอนหนึ่งว่า

การแก้ปัญหายังมีข้อจำกัด และการถูกหน่วยบริการเรียกเก็บเงินยังคงมีอยู่ ซึ่งประชาชนยังมีการร้องเรียนต่อเนื่อง สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความไม่เข้าใจแนวทางปฏิบัติ หรือเข้าใจไม่ตรงกัน ข้อมูลไม่เพียงพอ ความไม่ชัดเจนของประกาศหรือแนวทางปฏิบัติต่างๆ รวมทั้งปัจจัยในเชิงระบบ เช่น ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีทางการแพทย์ ส่งผลต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ความพยายามแก้ปัญหาบางอย่างยังส่งผลกระทบที่ไม่คาดหมาย เช่น การใช้หนังสือแสดงความยินยอม เป็นเหตุในการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้สิทธิ เป็นต้น

การที่ประชาชนประสบปัญหาถูกหน่วยบริการเรียกเก็บเงินค่าบริการ โดยที่หน่วยบริการไม่มีสิทธิเรียกเก็บ จะนำไปสู่ปัญหาหรือเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข และอาจก่อวิกฤตทางการเงินให้ประชาชนได้

การที่หน่วยบริการเรียกเก็บค่าบริการโดยไม่มีสิทธิที่จะเรียกเก็บ หรือเรียกเก็บเกินกว่าอัตราที่คณะกรรมการกำหนดตาม พ...หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ ไม่สามารถกระทำได้ และในต่างประเทศ เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น ฯลฯ ห้ามเก็บ Extra billing ในระบบหลักประกันสุขภาพเช่นกัน

Advertisement

อย่างไรก็ดี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่าปัญหาดังกล่าวยังทวีความรุนแรงขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2561-2565 มีประชาชนร้องเรียนไปยัง สปสช. เรื่องถูกเรียกเก็บค่าบริการทั้งหมด 3,329 กรณี เป็นเงิน 35.7 ล้านบาท 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม ไม่ได้มีแค่กับหน่วยบริการ หรือประชาชนสิทธิบัตรทองเท่านั้น ในทรรศนะของนพ.จเด็จ ธรรมธัชอารีเลขาธิการ สปสช. มองไปถึงระยะยาวว่า ประเด็นนี้อาจเป็นปัญหาที่ทำให้ระบบบัตรทองล่มสลายในอนาคตได้ 

นพ.จเด็จขยายความว่า ต้องเข้าใจว่าผลกระทบจากการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม ล้วนทำให้ประชาชนสิทธิบัตรทองล้มละลายจากการรักษาได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเก็บที่หลายคนอาจจะมองว่าเล็กน้อย เช่น ค่าบริการนอกเวลาราชการในราคาหลักร้อย จนไปถึงการเรียกเก็บราคาสูง เช่น ค่ายารักษามะเร็ง ซึ่งมีราคาตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้านบาท

ปัญหานี้บั่นทอนระบบอย่างมาก แล้วต้องยอมรับว่าระบบบริการของ สปสช.จะบรรลุตามหลักการที่ตั้งไว้หรือไม่ นี่เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะมีประชาชนสิทธิบัตรทองที่ล้มละลายจากการรักษา แม้จะมีระบบหลักประกันสุขภาพที่บอกว่าประชาชนจะไม่ล้มละลายก็ตาม ไม่เกี่ยวกับว่าจะเป็นเงินหลักร้อย หลักพัน หรือหลักหมื่นนพ.จเด็จกล่าว

เลขาธิการ สปสช.อธิบายว่า โดยพื้นฐานสิทธิประโยชน์ของระบบบัตรทองค่อนข้างครอบคลุม ประกอบด้วย 1.บริการรักษา 2.บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) 3.บริการฟื้นฟูหลังการรักษา และ 4.บริการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) 

หรือกล่าวได้ว่า เป็น 4 มิติ ที่ครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย นอกจากนี้ ในบริการเหล่านี้ เฉพาะด้านที่เกี่ยวกับการรักษาเท่านั้นที่ให้ประชาชนร่วมจ่ายค่าบริการด้วยในราคา 30 บาทต่อการเข้ารับบริการ 1 ครั้ง ซึ่งหากใครไม่ประสงค์จะจ่ายก็สามารถแจ้งกับหน่วยบริการได้ สปสช.จะเป็นผู้รับผิดชอบให้ จึงมีบริการน้อยมากที่ไม่ครอบคลุม ซึ่งจะถูกจัดอยู่ในรายการยกเว้น (Exclusion List) เช่น บริการเสริมความงามที่ไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ บริการหรือยาที่อยู่ระหว่างการทดลอง ฯลฯ นพ.จเด็จ กล่าวและว่า 

ส่วนในบริการการรักษาอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้ หากไม่อยู่ในข้อยกเว้น และแพทย์เห็นว่ามีความจำเป็นต้องใช้เพื่อการรักษาแก่ผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นยานอกบัญชี

ยาหลักแห่งชาติ การผ่าตัดกรณีฉุกเฉิน การรับบริการนอกเวลา ฯลฯ ตามกฎหมายแล้ว สิทธิประโยชน์บัตรทองครอบคลุมทั้งหมด เพราะไม่ได้ระบุว่า วิธีไหนได้ วิธีไหนไม่ได้ 

แต่ปัญหาที่ต้องทำให้ผู้ให้บริการเข้าใจ คือ สปสช.ต้องจัดงบส่วนนั้นให้ ซึ่งที่ผ่านมา ตรงนี้อาจจะยังไม่ชัดเจน ทำให้หน่วยบริการกังวลว่าหากไม่เก็บเงินคนไข้ไว้ก่อน และ สปสช.ไม่ได้จัดเงินไว้ให้จะเกิดความเสียหาย

นพ.จเด็จกล่าวว่า อีกประการหนึ่ง มาจากการที่ผู้รับบริการไม่รู้ว่าตนเองไม่ต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มกับโรงพยาบาลที่ให้บริการ ซึ่งเชื่อว่าสามารถเก็บค่าบริการจากประชาชนเพิ่มได้ รวมถึงเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับอัตราการจ่ายเมื่อประชาชนต้องร่วมจ่ายค่าบริการ ตลอดจนคิดว่าอัตราค่าบริการที่ สปสช.จัดสรรให้ไม่เพียงพอ

จากข้อมูลการร้องเรียนเรื่องบริการที่ประชาชนถูกเรียกเก็บของ สปสช. พบว่า มีทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่ 1.ยานอกบัญชียาหลักฯ 2.การรับบริการเจ็บป่วยฉุกเฉิน 3.การตรวจด้วยห้องปฏิบัติการ (Lab) และเวชภัณฑ์ 4.การรับบริการนอกเวลาราชการ 5.บริการอื่นๆ ที่อยู่ในสิทธิ และมีการกำหนดค่าบริการไว้ชัดเจน รวมถึงกรณีอื่นๆ เช่น สิทธิว่าง เด็กแรกเกิด การรักษาไม่ตรงตามสิทธิ ฯลฯ และเมื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข สปสช. เกือบทั้งหมดมีมติให้สถานพยาบาลคืนเงินให้กับผู้ป่วยพร้อมกับอัตราดอกเบี้ย นพ.จเด็จกล่าว 

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ครอบคลุมทุกรายการที่เกิดการร้องเรียน คณะกรรมการควบคุมคุณภาพฯ จึงตั้งคณะทำงานเพื่อทำกฎหมายให้ชัดเจน ผ่านการออกประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง ประเภทและขอบเขตของบริการสาธารณสุข พ..2564 ซึ่งปรับปรุงจากประกาศฉบับเดิม ตลอดจนการจัดทำคู่มือ Extra Billing อะไรทำได้ ทำไม่ได้เพื่อทำความเข้าใจกับหน่วยบริการ รวมถึงการพยายามสร้างระบบการจัดการ เพื่อให้เกิดเป็นแนวปฏิบัติ 

นพ.จเด็จบอกว่า ขณะนี้มีระบบเพื่อแก้ไขปัญหาการรับบริการนอกเวลาราชการกรณีไม่ฉุกเฉินแล้ว และกำลังจะดำเนินการต่อในกรณีที่เป็นบริการนอกเวลาราชการที่มีความฉุกเฉิน อีกทั้งในเรื่องยานอกบัญชียาหลักฯ ที่มีราคาสูง ก็อยู่ระหว่างดำเนินการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อออกแบบระบบที่จะตอบโจทย์ในอนาคตด้วย 

เพราะว่าเทคโนโลยีเรื่องยามีการพัฒนาอยู่เสมอ จึงต้องมีทั้งกลไกที่ตัดสินใจ และกลไกการสนับสนุนงบที่ต้องทันท่วงทีกับการรักษา ทั้งคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) และประธานบอร์ด สปสช. ทุกคนต่างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก จึงมีการผลักดันจนเกิดเป็นแนวทางป้องกัน และแก้ไขในแผนปฏิบัติราชการตลอด 5 ปีหลังจากนี้นพ.จเด็จกล่าว และว่า สำหรับประชาชนที่ใช้สิทธิบัตรทอง หลังจากนี้ หากพบการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม ก่อนที่จะชำระเงินสามารถโทรสอบถามที่สายด่วน สปสช. 1330 หรือติดต่อผ่านทั้งไลน์ @nhso และทราฟฟี่ ฟองดูว์ (Traffy Fondue) ได้ทันที ซึ่ง สปสช.จะดำเนินการเจรจากับสถานพยาบาล 

ส่วนฝั่งหน่วยบริการนั้น นพ.จเด็จย้ำว่า ไม่ควรเรียกเก็บค่าบริการเกิน 30 บาท ซึ่งหากสงสัยหรือไม่แน่ใจบริการส่วนไหน สามารถติดต่อที่ สปสช.ได้ โดย สปสช.จะใช้หลักที่ว่าถ้าบริการนั้นไม่ได้อยู่ในรายการที่กำหนดไว้ สปสช.จะจ่ายแทนให้กับประชาชนในอัตราที่ตกลงร่วมกับสถานพยาบาล

ต้องขอความกรุณาหน่วยบริการว่าอย่าเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ป่วย แต่ขอให้เรียกเก็บที่ สปสช.แทน โดย สปสช.จะจ่ายให้ตามอัตราที่ตกลงร่วมกัน อยากให้ความมั่นใจกับสถานพยาบาลว่า วันนี้ สปสช.ไม่ได้โยนความรับผิดชอบไปให้ เราไม่ได้แค่บอกว่าห้ามเก็บค่าบริการเพิ่มแล้วปล่อยให้ปัญหาผ่านไป แต่อยากจะจัดระบบเพื่อให้มีช่องทางในการพูดคุยว่าบริการไหนดีจริง และเรายังไม่ได้กำหนดการจ่ายให้ เราก็จะเข้าไปดูแลในส่วนนี้ให้ นพ.จเด็จกล่าวพร้อมอธิบายว่า ขณะนี้ สปสช.ได้จัดกลไกเพื่อให้เกิดการหารือร่วมกันอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การมี Provider center เพื่อรับเรื่องจากหน่วยบริการ และขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนาสายด่วน สปสช. 1330 เพื่อรับเรื่องเหล่านี้จากหน่วยบริการด้วย เพื่อให้เกิดการรับเรื่องที่รวดเร็ว และหากรายการนั้นอยู่ในรายการที่ สปสช.จ่ายได้ หน่วยบริการจะได้สบายใจ ไม่ต้องเรียกเก็บจากผู้ป่วย เพราะ สปสช.จ่ายให้แน่นอน แต่หากไม่มีอยู่ในรายการ เป็นต้นว่า ยาใหม่ ราคาแพง หรือเป็นเทคโนโลยีการรักษาใหม่ ก็จะมีกลไกหารือร่วมกัน 

นพ.จเด็จทิ้งท้ายด้วยว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องจ่ายเกินอัตรา 30 บาทต่อครั้ง ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม เพราะจ่ายผ่านระบบภาษีมาแล้ว ซึ่งรัฐได้ทำระบบนี้เพื่อให้ สปสช.ดูแล และเป็นหลักประกันทางสุขภาพให้กับท่าน