‘ชูวิทย์’ ไปศาลอาญา ร่วมฟังสอบคำให้การคดีตู้ห่าว ชงถอนประกัน พ.ต.อ.หญิง ข่มขู่พยาน (คลิป)

23.01.23 | 11:18 น.

‘ชูวิทย์’ บุกศาลอาญาใต้ตามนัดสอบคำให้การคดีตู้ห่าว เตรียมยื่นถอนประกัน พ.ต.อ.หญิง ยกเหตุข่มขู่พยาน เผย ‘บิ๊กเด่น’ สั่งคุ้มกันพยานแล้ว

เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง ศาลนัดสอบคำให้การคดี ย.87/2566 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดียาเสพติด 4 ยื่นฟ้อง นายฮวง ไฮ่ เท่า เป็นจำเลยที่ 1 นายชัยณัฐร์ หรือตู้ห่าว กรณ์ชายานันท์ เป็นจำเลยที่ 2 รวมกับพวกสัญชาติจีน ไทย กัมพูชา และบริษัทนิติบุคคล (5 แห่ง) รวมทั้งสิ้น 23 ราย เป็นจำเลยต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในความผิดฐานตามประมวลกฎหมายยาเสพติด, พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556, พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522

พ.ร.ก.การบริหารจัดการ การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 209 รวมทั้งหมด 9 ข้อหา ประกอบด้วยสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษประเภท 1 วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 และประเภท 4 โดยกระทำการในลักษณะเป็นการกระทำขององค์กรอาชญากรรม, ร่วมกันจำหน่ายโดยมีไว้เพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและโดยมีอาวุธปืนทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชน

ร่วมกันจำหน่ายโดยมีไว้เพื่อจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 และประเภท 4 โดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและโดยมีอาวุธปืน ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชน, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงินเป็นอั้งยี่ มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเป็นสมาชิก หรือเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, ร่วมกันรับคนต่างด้าวทำงานโดยคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตให้ทำงาน โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย, ร่วมกันให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ ให้คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย พ้นจากการจับกุม

Advertisement

โดยวันนี้ตามขั้นตอนศาลจะต้องเบิกตัวนายตู้ห่าว กับพวกจำเลยที่ถูกคุมขังในเรือนจำมาสอบปากคำในศาล เช่นเดียวกับจำเลยที่ได้รับการประกันตัว อาทิ พ.ต.อ.หญิง วัทนารีย์ กรณ์ชายานันท์ อดีต ผกก.ตม. ภรรยานายตู้ห่าว จำเลยที่ 8 ถ้าหากไม่มาศาลจะพิจารณาเพิกถอนประกันและมีคำสั่งออกหมายจับต่อไป

โดยวันนี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เดินทางมาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อติดตามการสอบคำให้การ พร้อมเปิดเผยว่า เมื่อ 5 ปีก่อนที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ตนเคยรับโทษเมื่อทำผิดติดคุกตามกระบวนการยุติธรรม วันนี้จะมาติดตามในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ซึ่งเคยบอกแล้วว่าตนจะมาติดตาม โดยศาลจะนัดดูพยานหลักฐานดูคำให้การสอบถามจำเลยว่าจะให้การปฏิเสธ หรือรับสารภาพ และเข้าใจว่านายตู้ห่าวกับพวกคงจะปฏิเสธ เพราะโทษหนักทั้ง 9 ข้อหา อย่างไรก็ดี การต่อสู้ในวันนี้ก็คงจะดูว่ามีพยานหลักฐานอื่นใด จำเลยมีพยานเท่าไหร่นัดสืบพยายามกี่วัน กี่นัด ประการสำคัญที่อยากจะบอกคือตนจะติดตามว่ามีการข่มขู่พยาน มีหลักฐานที่ตนได้รายงานให้กับ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. เมื่อวานซึ่งท่านได้สั่งทีมงานให้ไปสอบคำให้การพยานว่ามีการข่มขู่พยานอย่างไร มีการเขียนว่าให้เงินทองก็ไม่ต้องให้การ

นายชูวิทย์กล่าวว่า การกระทำเช่นนี้เขาเรียกว่า “คำใต้ดิน” ต่อไปก็คงจะวิ่งเต้นทำลายพยานหลักฐาน เป็นกี่ครั้งแล้วที่นายตู้ห่าวใช้วิธีการใต้ดินยัดเงินให้พยาน ไม่ต้องขึ้นให้การให้พยานหลบหนีไป กี่ครั้งแล้วที่ประชาชนพ่ายแพ้ เมื่อตนยังยินดีรับใช้กระบวนการยุติธรรมถูกลงโทษติดคุก 2 ปี ทั้งๆ ที่เป็นที่ของตนเอง เมื่อตอนออกมาก็ต้องไปดูว่าคนอื่นๆ ที่ทำผิดจะได้รับโทษเหมือนตนหรือไม่ ถ้าไม่ได้รับก็ไม่ยุติธรรมกับตน แต่คดีของตนเป็นเรื่องเล็ก ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องใหญ่

“การมาขายยาเสพติดเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ วันนี้อัยการจะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มจำเลยรายหนึ่งที่ตอนแรกถูกสั่งฟ้องแค่คดีฟอกเงิน แต่วันนี้จะฟ้องเพิ่มในข้อหา มีส่วนร่วมอาชญากรรมข้ามชาติ และจะเสนอให้พนักงานสอบสวนขอถอนประกัน พ.ต.อ.หญิง ที่เป็นจำเลยร่วมและได้ประกันตัวมาเพียงคนเดียว ซึ่งคณะทำงานก็เตรียมแจ้งข้อหาองค์กรอาชกรรมข้ามชาติ และมีพฤติกรรมข่มขู่พยาน ซึ่งสามารถขอให้ศาลเพิกถอนประกันได้

“ที่ผ่านมานายตู้ห่าวยังพฤติกรรมข่มขู่พยานอีกหลายคน มีอิทธิพลและมีความพยายามทำลายหลักฐานด้วยวิธีการใต้ดิน แต่ก็เชื่อมั่นว่ากระบวนยุติธรรมจะสามารถลงโทษขบวนการเหล่านี้ได้ ซึ่งวันนี้ผมจะเข้าไปนั่งฟังในฐานะประชาชนและออกมาเพื่อรายงานให้สังคมทราบ” นายชูวิทย์กล่าว

เมื่อถามว่า นายชูวิทย์มีชื่อเป็นพยานในคดีนี้หรือไม่ นายชูวิทย์ตอบว่า มี เพราะตนยื่นว่าตัวเองเป็นพยานเพราะติดตามคดีนี้ พยานชี้เบาะแส อีกทั้งพยานที่สำคัญก็มาจากตนทั้งนั้น โดยวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะนัดเมื่อใดเพราะเป็นนัดครั้งแรก จำเลยในคดีนี้อาจจะรับสารภาพก็เป็นได้เพราะสู้คดีติดแน่ ถ้าแพ้ติดนาน สารภาพจะติดพอประมาณ

เมื่อถามถึงการข่มขู่พยานว่าเป็นบุคคลรายใดนาย ชูวิทย์ตอบว่า เรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว เมื่อวานที่ตนได้บอกเรื่องข่มขู่พยานมีหลักฐานเป็นแชตไลน์ให้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ผบ.ตร. ท่านก็ให้ทีมบินไปสอบปากคำพยานทั้ง 2 คนทันที ตนบอกแล้วว่าให้สู้กันตามกระบวนการยุติธรรม แต่ถ้ามาสู้กันใต้ดินตนรู้หมดทุกย่างก้าว ตนบอกได้แค่ว่าพยานรายนี้คือพยานที่สำคัญมากที่สุด เป็นพยานที่ใกล้ชิดรู้ความเคลื่อนไหว จึงไม่สามารถบอกรายละเอียดมากกว่านี้ได้เพราะกระทบความปลอดภัยเท่าที่ตนทราบมีกลุ่มคน 4 คน ต้องสงสัยไปนั่งเฝ้าพยานหน้าบ้าน

นายชูวิทย์กล่าวว่า ตอนนี้พยานคนดังกล่าวอยู่ในความคุ้มครองของ ผบ.ตร. ตนบอกเยอะไม่ได้ ให้นักข่าวไปถามทาง พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ดีกว่า บอกได้เลยว่ากลุ่มผู้ต้องหาที่เป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล จะใช้ทุกวิถีทางทำลายน้ำหนักของพยานในระหว่างต่อสู้ของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลสำคัญ การทำลายพยานหลักฐานก็เป็นวิธีการทางใต้ดินอย่างที่ผ่านมาในอดีตที่ตนได้ออกมาแฉเชื่อได้เลยว่าจะมีการใช้อิทธิพลในคดีนี้แน่นอน แต่ตนเหนื่อยมากกับเรื่องนี้ ทั้งนี้ ยังมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม จะมาตามจนถึงศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา จนคดีสิ้นสุด