คุณภาพอากาศ ‘เชียงใหม่’ วิกฤตติดอันดับ 12 โลก หลังฝุ่นจิ๋วพุ่งต่อเนื่องทั้งภาคเหนือ

28.01.23 | 23:09 น.

AQI เชียงใหม่แตะอันดับ 12 ของโลกแล้ว คุณภาพอากาศเริ่มเข้าสู่ภาวะวิกฤติแล้ว หลังฝุ่นจิ๋วพุ่งต่อเนื่องทั้งภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 28 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนตามลำดับ โดยล่าสุดเช้านี้ Air Visual (Air Quality Index) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นตรวจสอบดัชนีฝุ่นละอองในอากาศที่คอยบอกให้เราได้รู้ว่าในแต่ละพื้นที่มีค่าฝุ่นละออง (AQI) มาก-น้อย หรืออันตรายระดับใดบ้าง พร้อมระบบ Alert แจ้งเตือนและวิธีป้องกันให้เรารู้เมื่อเจออากาศเป็นพิษ

ตรวจพบว่า จังหวัดเชียงใหม่มีค่า AQI หรือดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 155 สูงเป็นอันดับ 12 ของโลก ซึ่งเป็นการไต่อันดับสูงขึ้นมาเรื่อยๆ และแซงหน้ากรุงเทพมหานคร ในช่วง 2 เดือนนี้

ทั้งนี้ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานสถานการณ์ของค่าคุณภาพอากาศ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตั้งแต่ห้วงวันที่ 1 มกราคม – 28 มกราคม 2566 จังหวัดเชียงใหม่ เกิดจุดความร้อน สะสม 313 จุด เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ป่าสงวน และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และมีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินค่ามาตรฐานในบางพื้นที่จำนวน 10 วันต่อเนื่อง และคาดว่าจากนี้ไปจะมีปริมาณฝุ่นควันในอากาศเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ค่าคุณภาพอากาศอยู่ในระดับสีเหลือง หรือระดับปานกลาง จึงขอความร่วมมือประชาชนดูแลสุขภาพ และปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐอย่างเคร่งครัด

Advertisement

สำหรับ สถานการณ์ไฟป่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่เกิดจุดความร้อน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภออมก๋อย โดยเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า จุดความร้อนที่เกิดขึ้นมาจากการเผาของชาวบ้านเพื่อเตรียมทำการเกษตร ซึ่งเกษตรกรได้มีการลงทะเบียนบริหารจัดการเชื้อเพลิงผ่านระบบ Fire-D เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ทางอำเภอยังได้มีการเตรียมการป้องกันโดยจัดทำแนวกันไฟ ลาดตระเวนเฝ้าระวัง และในสัปดาห์หน้าจะมีการกำหนดห้วงการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในแต่ละตำบลด้วย

สำหรับ อำเภอกัลยาณิวัฒนา ภายหลังจากการเกิดจุดความร้อน ได้สั่งการให้ผู้นำท้องถิ่นลงพื้นที่ตรวจสอบ พร้อมกับเรียกกลุ่มเกษตรกรประชุมหารือเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงแทนการเผา ส่วนสถานการณ์ไฟป่ามี่เกิดจุดความร้อนในพื้นที่อำเภอไชยปราการ เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบในพื้นที่ป่า พบตัวผู้กระทำผิด และส่งตัวดำเนินคดีไปตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลังจากนี้อำเภอไชยปราการจะได้จัดตั้งศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พร้อมประชุมทุกหน่วยงานเพื่อร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาต่อไป

โดยสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ประจำวันที่ 28 มกราคม 2566 ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน) โดยระบบ Air4Thai และ GISTDA พบว่า PM 2.5 มีค่าระหว่าง 39-88 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ “ปานกลาง ถึง เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ” (ค่ามาตรฐานเกิน 50 มคก./ลบ.ม.) ส่วนจุดความร้อน หรือ Hotspot เกิดขึ้นจำนวน 83 จุด คือ จ.เชียงราย 38 จุด เชียงใหม่ 31 จุด แม่ฮ่องสอน 5 จุด และลำพูน 9 จุด

ทางด้าน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ปกป้องตนเองและคนที่คุณรัก ลดความเสี่ยงเมื่อต้องเผชิญกับ PM 2.5 หากอยู่ในบ้านหรือตัวอาคาร ควรปิดประตู – หน้าต่างให้สนิทเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นพัดเข้ามา ทำความสะอาดบ้าน ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการอยู่ภายนอกอาคารหรือที่มีฝุ่นละออง และหากต้องอยู่นอกอาคาร ควรสวมหน้ากากอนามัย จำกัดเวลาทำกิจกรรมที่ใช้แรงมาก งดการออกกำลังกายกลางแจ้ง เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน โดยกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการป่วยโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด ควรพกยาประจำตัว

ในขณะที่ในกลุ่มไลน์ ‘แก้ไขฝุ่นควันภาคเหนือ’ ซึ่งมีสมาชิกองค์กรภาคเอกชน นักวิชาการ ฯลฯ กำลังถกเถียงกันถึงการบริหารจัดการเชื้อเพลิง หรือที่เรียกว่า ชิงเผา เพราะขณะนี้บางอำเภอเริ่มมีการกำหนดพื้นที่และชิงเผากันแล้ว แต่มีข้อสงสัยว่า ทำไมต้องชิงเผาในเวลากลางคืน ซึ่งยากต่อการควบคุม เพราะบางพื้นที่ไฟไหม้ลุกลามเกินกว่าพื้นที่กำหนด สร้างความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ

เช่น พื้นที่อุทยานแห่งชาติและป่าชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ป่าเต็งรัง เสี่ยงเกิดไฟ 60% ของพื้นที่ทั้งภาคเหนือ 8 จังหวัด รวม จ.ตาก ถือเป็นโจทย์ใหญ่ในการแก้ไขปัญหา โดยระบุว่า ความรู้ เทคโนยี กำลังคน และงบประมาณพร้อม แต่ขาดระบบบริหารจัดการที่ดีและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ รวมทั้งความขัดแย้งในทุกระดับของการบริหารจัดการไฟป่าทุกปี