โฆษก บช.น.เผย 3 หนุ่มก๊วนดาราไต้หวันออกนอกประเทศแล้ว สอบพยานกว่า 10 ปากยังไม่พบ ตร.รีดเงิน

29.01.23 | 18:32 น.

โฆษก บช.น.เผย 3 หนุ่มชาวต่างชาติก๊วนดาราไต้หวันเดินทางออกนอกประเทศเเล้ว สอบพยานกว่า 10 ปากยังไม่พบหลักฐานรีดทรัพย์ รับกระทบภาพลักษณ์ตำรวจ-เที่ยวไทย

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 29 มกราคม พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. ในฐานะโฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยกรณีดาราสาวไต้หวันที่อ้างว่าถูกตำรวจไทยรีดไถเงิน 27,000 บาท หลังมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมายืนยันว่า ขณะนี้สอบปากคำพยานไปแล้วกว่า 10 คน เบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานว่ามีการเรียกรับเงินตามที่ถูกกล่าวอ้าง

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบวัตถุพยาน ทั้งกล้องวงจรตามจุดต่างๆ กล้องหน้ารถของคนขับแกร็บ และกล้องคอมแบท คาเมร่า ที่ติดตัวของตำรวจ ทั้งหมดถูกส่งให้กองพิสูจน์หลักฐานแล้ว เบื้องต้นยืนยันแล้วว่ากล้องหน้ารถของคนขับแกร็บไม่สามารถกู้ไฟล์ภาพวิดีโอได้ถึงวันที่เกิดเหตุ เนื่องจากระยะเวลาผ่านเลยมานานกว่า 20 วัน แต่ในส่วนอื่นๆ ขณะที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม ขณะนี้ ผบก.น.1 สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันดังกล่าว โดยมีการสอบตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว ส่วนข้อกฎหมายเรื่องการตรวจค้นพบบุหรี่ไฟฟ้านั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ยืนยันสามารถดำเนินคดีได้ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ขณะนี้หลักฐานที่ปรากฏยังไม่พบว่ามีใครยัดบุหรี่ไฟฟ้าให้สาวชาวไต้หวันตามที่กล่าวอ้าง

ในส่วนของเพื่อนชายทั้ง 3 คน ที่เดินทางมาด้วยกันในวันเกิดเหตุขณะนี้พบว่าทั้ง 3 คน เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 5 และ 9 มกราคม ซึ่งปลายทางไม่ใช่ที่เดียวกัน ขั้นตอนหลังจากนี้จะให้กองบังคับการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประสานไปยังสำนักงานเศรษฐกิจฯไต้หวัน ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางในการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจไต้หวันเพื่อเข้าไปสอบปากคำหญิงสาวคนดังกล่าว หากตำรวจไต้หวันต้องการให้ตำรวจไทยร่วมสอบปากคำด้วยก็พร้อมจะส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมสอบทันที

พล.ต.ต.จิรสันต์กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทบถึงความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวในประเทศไทย จึงต้องการให้ดาราชาวไต้หวันเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงกับตำรวจเพื่อให้กระจ่างมากขึ้น และขอให้สังคมออนไลน์ติดตามข้อมูลต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น ยืนยันว่าไม่ได้ปกป้องหรือทำลายพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าว ทั้งนี้ หากพบว่ามีการรีดทรัพย์สาวชาวไต้หวันจริงก็จะดำเนินการโดยไม่ละเว้นทางวินัยและอาญา