ชูวิทย์เปิด ตัว”สกาย” ชาวสิงคโปร์ ยันไม่ได้เมา จำได้ ชี้ภาพ 3 ตำรวจ รีดไถ 2.7 หมื่นบาท ให้ถอดรองเท้า ถูกขู่จะพาไปโรงพัก หลังมีบุหรี่ไฟฟ้า 3 ตัว เรียกตัวละ 8 พัน ไม่พกพาสปอร์ตอีก 3 พัน ซัดตำรวจปฏิบัติไร้มารยาท จอมแฉทิ้งบอมบ์ ตั้งด่านหาเงิน 324 ล้านต่อเดือน
เมื่อเวลา 14.15 ที่โรงแรมเดอะเดวิส คอนเนอร์วิง สุขุมวิท นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง และนายสกาย ชาวสิงคโปร์ เพื่อนชายของดาราสาวชาวไต้หวัน ร่วมแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนจำนวนมาก โดยนายชูวิทย์ได้ถือปี๊บมาแล้วตี พร้อมบอกว่า พล.ต.ต.สำเริง สวนทอง รองผบช.น.ยืนยันไม่มีตำรวจรีดไถนักท่องเที่ยว บอกปกป้องเกียรติตำรวจนครบาล แล้วมีเกียรติทีไหน ตั้งด่านรีดไถ คนดีเจอด่าน ก็กลัว รีดเอาเงินทันที ไปเจอบุหรี่ไฟฟ้า ขายทั่วบ้านทั่วเมือง นักท่องเที่ยวต่างชาติจะรู้หรือไม่ ทั้งที่ มีบุหรี่ไฟฟ้าเปิดขายทั่วไปตลาดห้วยขวาง ผบช.น.ให้ขายได้อย่างไร แล้วบอกว่าผิด ต้องจับ
นายชูวิทย์กล่าวว่า มีการตั้งด่านหน้าสถานทูตจีน จับนักท่องเที่ยว เอาบุหรี่ไฟฟ้ายัดใส่มือแล้วถ่ายรูป ปกติดาราสาวสูบ แต่วันนั้นเขาไม่ได้สูบ แล้วนักท่องเที่ยวจะมาเหรอ ไม่มาหรอกเขากลัวตาย ตอนนี้ตำรวจตัดนิ้วจนไม่เหลือสักนิ้วแล้ว ต้องตัดแขนแล้ว
“ตอนนี้สังคมเต็มไปด้วยคอร์รัปชั่นหมดแล้ว นายกฯไม่ต้องไปผูกผ้าขาวม้า เอาปี๊บไว้ดีกว่า ผมเอาปี๊บคลุมหัวให้ เพราะชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยว กลัวด่าน ไม่กลัวโจร โดนรีดไถ”

หลังจากนั้น นายชูวิทย์ได้เชิญนายสกาย ชาวสิงคโปร์ ที่อยู่ในเหตุการณ์ที่อ้างว่าตำรวจรีดไถเมื่อคืนวันที่ 4 มกราคมมา
โดยนายชูวิทย์บอกว่าจะทำให้ไทยเหมือนสิงคโปร์ให้ได้ ถ้าตนยังมีลมหายใจอยู่ และการเดินทางมาครั้งนี้ได้ควักเงินเองออกค่าตั๋ว ค่าที่พัก ที่ทำลงไม่ได้เอาหน้า เพราะดังพอแล้ว ต้องการพิสูจน์ว่า ตำรวจไม่ได้ปกป้องประเทศชาติ แต่ปกป้องตัวเอง ปกป้องตำแหน่ง ลงโทษแต่นายสิบ นายดาบ ผกก.
นายชูวิทย์ ได้ถามนายสกาย ว่า ไว้ใจตนหรือไม่ นายสกายกล่าวว่า ถ้าไม่ไว้ใจคงไม่มา นายชูวิทย์ได้ขอนายสกาย เล่าให้ฟัง
โดยนายสกายกล่าวว่า นั่งแกล็บ คาร์กลับจากงานวันเกิดเพื่อน ไปถึงด่าน แล้วเชิญให้ลงจากรถ มีตำรวจมาจับที่กระเป๋า แล้วให้ถอดรองเท้า แล้วขอเช็คพาสปอร์ต แต่ตนไม่พกมา ให้ดูพาสปอร์ตที่ถ่ายในมือถือ ตำรวจตรวจสอบพบบุหรี่ไฟฟ้า 3 อัน ตำรวจได้เก็บไว้ เพื่อนอีกคนถ่ายรูป แต่ตำรวจ 3-4 คนทำเป็นเรื่องใหญ่มากไม่ให้ถ่าย จากนั้นแจ้งว่ามีบุหรี่ไฟฟ้า ไม่ได้พกพาสปอร์ต ถามต่อว่าจะเอาอย่างไรต่อ ตนถามว่าให้โอกาสไปได้ไหม ตำรวจบอกไม่ได้ จะพาไปสถานีตำรวจ แต่เนื่องจากพรุ่งนี้จะกลับสิงคโปร์ ซึ่งตำรวจขู่โดยบอกถ้าไปสถานีตำรวจต้องติดคุก 2 วัน ซึ่งเขาต้องไปถามตำรวจใหญ่ แต่ดาราสาวมาด้วยไม่มี ไม่ได้สูบ ตำรวจคิดค่าบุหรี่ไฟฟ้าอันละ 8,000 บาท มี3 อันคิดเป็น 24,000 บาท พาสปอร์ต ก็บอกได้ให้ตนนับเงิน เอาเงินไป 27,000 บาท แล้วตนเอากลับ 3,000 บาทแอบไว้เพราะต้องเดินทางกลับไปขึ้นเครื่งอที่สนามบินพรุ่งนี้ แล้วตำวจให้ถือบุหรี่ไฟฟ้าแล้วถ่ายรูปไว้ ตอนนั้นเครียดมาก อยากกลับเร็วๆ ไม่รู้พรุ่งนี้โดนหาเรื่องอีกหรือไม่
นายสกายกล่าวว่า มีตำรวจสองคนไปๆมา ตนมีมารยาท แต่พวกเขาปฏิบัติแบบไม่มีมารยาท ตอนจ่ายเงินไปมีเพื่อนตำรวจบังให้ ซึ่งตนไม่กล้าท้าทายอยากได้อะไรก็ทำตามนั้น เพื่อจะได้ปล่อยตัว หลังจ่ายเงิน ตำวรจเรียกแท็กซี่ให้
หลังสถานการณ์นี้รู้สึกโกรธมากด่าตำรวจที่มาไถ อยากเจอเพื่อน อยากกินเหล้าต่อ แต่เหลือเงิน 3 พันบาท เพื่อนแนะนำว่าต่อไปไม่ให้ถือเงินสด และให้พกพาสปอร์ตออกมา ความจริงเงิน 3 หมื่นบาทนั้นตั้งใจอยากซื้อของฝากครอบครัว
ตำรวจที่ตนให้เงินนั้นไม่ได้สวมเครื่องแบบ สวมเจ็กเก็ต มีหนวด บอกให้หลบกล้องหน้าสถานทูตจีนด้วย อีกคนสวมเครื่องแบบ ตัวสูง แต่ไม่มีผม คนที่สามผม ใส่แมสก์คลุมใบหน้า
เหตุการณ์นั้นทุกคนไม่สบายใจ ทั้งดาราสาว และตนไม่อยากเอาเรื่องตำรวจ แต่อยากพูดความจริง เพราะความจริงที่กล้ามา เพราะไม่ได้ทำอะไรที่ผิด แล้วอยากจะบอกเพื่อนว่าถ้ามาไทยให้เอาเงินสดมานิดหน่อย และพกพาสปอร์ตด้วย ซึ่งยอมรับกลัวตำรวจไทย กลัวโดนไถ
ผู้สื่อข่าวถามว่า สามารถชี้หน้าตำรวจอยู่ในเหตุการณ์ได้หมดหรือไม่ นายสกายกล่าวว่า จำได้ ถ้าเดินมาจำหน้าได้ จำได้ว่ารับแล้วเอาเงินใส่กระเป๋าตำรวจเอง ไม่เห็นเขาแบ่งกัน หลังจากให้เงินก็ออกจากตรงนั้น
นายชูวิทย์พูดแทรกขึ้นว่า นายสกายไม่ใช่ผู้สินบน เขาเดินทางมาจากสิงคโปร์ ตำรวจอย่ายัดเยียดข้อหา เขามาด้วยใจ ซึ่งตนได้คุยกับผบ.ตร.แล้ว ประเด็นนี้ไม่ต้องกังวลไม่มีปัญหา ว่านายสกายไม่ได้ให้สินบน เพราะเขาถูกขู่เข็ญจะถูกพาตัวไปโรงพัก ความจริงถ้าต้องการทำให้ถูกต้อง พาตัวไปโรงพักไม่ต้องต่อรองเกือบชั่วโมง

หลังนั้นนายชูวิทย์ เอาแฟ้มข้าราชการตำรวจ ซึ่งมีภาพให้นายสกายดูว่าใช่คนนี้หรือไม่ นายสกายตอบว่าใช่ และให้ดูอีกคน ก็บอกว่าใช่ ซึ่งสามารถจำหน้าได้ เห็นใกล้ๆจำได้
“ที่สิงคโปร์ บุหรี่ไฟฟ้า ผิดกฎหมาย กัญชา ผิดกฎหมาย เรื่องให้เงินตำรวจเป็นเรื่องใหญ่ -ิบหาย ขณะที่ผมเป็นแขก เห็นบุหรี่ไฟฟ้าขายทั่วไป ประมาณ 800 บาท ถ้าผิดกฎหมายทำไมวางขายโดยทั่วไป”นายสกายกล่าว และว่า ขณะที่ตำรวจเรียกนั้นไม่ได้เมา
นายชูวิทย์กล่าวว่า ประเทศไทยควรให้เกียรตินักท่องเที่ยวไม่ใช่ไปขู่เข็ญ เพราะบุหรี่ไฟฟ้าวางขายทั่วไป ไปซื้อมา แล้วไปบอกว่าผิด เช่นเดียวกับฝรั่งที่สุขุมวิทก็โดนรีดไถ และขอขอบคุณนายสกาย ในนามของคนไทยขอโทษเป็นอย่างสูงในการกระทำของตำรวจ แล้วจะให้อภัยกับประเทศไทยหรือไม่ นายสกายกล่าวว่า ให้อภัย คิดว่าเรื่องมันจบแล้ว ไม่อยากเอาเรื่อง ถ้าไม่มีนายชูวิทย์ไม่กล้าเข้ามาประเทศไทย ก่อนหน้านี้คิดว่าประเทศไทยคนมีมารยาท อาหารอร่อย ตำรวจก็มีคนดี คิดว่าไม่เจอซวยแบบนี้อีก สำหรับนายชูวิทย์เป็นฮีโร่ คุยง่าย สนุก น่ารัก ตอนนี้กลัวตำรวจอยู่ แต่มีนายชูวิทย์อยู่ด้วยไม่กลัว และไม่กังวลที่จะให้การกับตำรวจ
นายชูวิทย์กล่าวต่อว่า “หลังจากนี้ผมติดต่อผบ.ตร. เพราะไม่ไว้ใจผบช.น. เพราะพูดมาตรา 157 เรื่องบุหรี่ไฟฟ้า แต่ไม่พูดเรื่องใหญ่กว่านั้น คือ มาตรา 149 ที่เรียกรับ แต่ผบช.น.ไม่พูด เอาเรื่องเล็กมาบังเรื่องใหญ่ ทั้งที่บุหรี่ไฟฟ้าใครก็พกทั้งนั้น แล้วการซื้อบุหรี่ไฟฟ้า ไม่ได้แอบซื้อแต่ซื้อที่ตลาดห้วยขวางซึ่งคนเป็นนักเที่ยว ไม่ได้รู้ว่าผิดกฎหมาย เพราะเห็นวางขาย แล้วตำรวจไปวางขาย ไปโทษเพื่อนเขาว่าพูดไม่จริง เมา”นายชูวิทย์กล่าว และว่า ขอท้าให้นิด้าทำโพลว่า ผบช.น.ควรอยู่ต่อหรือไม่ ให้คนกรุงเทพโหวตโน เพราะทุกอย่างยึดจากประชาชน
นายชูวิทย์ กล่าวพร้อมถือปี๊บและเตารีด บอกว่า เอาไปเลย ให้ ผบช.น ไปปกป้องลูกน้องตัวเองทำไม อย่าเอาเรื่องเล็กเอามาบังเรื่องใหญ่ ไปเอาผิดเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า แต่ไม่เอาเรื่องรีดไถ ส่วนผบ.ตร.ดีเกินไปน่าจะไปเป็นเจ้าอาวาสไปเลยไม่ควรเป็นผบ.ตร. ส่วนผบช.น.ปกป้องลูกน้อง หน้าบาง ให้ตัดนิ้วร้าย แต่ตอนนี้นิ้วไม่เหลือแล้ว
“มันยอมรับแล้วว่ารีดไถ ชั้นผู้น้อยต้องหากิน เพราะบ่อนมันปิด ต้องหาเงินส่งนายเลยต้องตั้งด่าน หาวันละแสนบาท “นายชูวิทย์กล่าว และว่า “สำหรับบิ๊กก้องเคลียร์ไม่ได้ เคยลองหลายครั้งแล้ว”
หลังจากนั้นนายชูวิทย์ให้นายสกายให้ปากคำในฐานะพยานกับตำรวจ ที่มารออยู่
นายชูวิทย์กล่าวว่า “ผมขอประกาศตรงนี้ไว้แล้วว่า จะไม่จบ จะจองล้างจองผลาญเรื่องคอรัปชั่นทุกเรื่อง ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว ทุกเรื่องจะนำหลักฐานมาให้ ถ้าไม่ชัดเจน ไม่เคลียร์ จะไม่พูด ตีแล้วมาหลังเคลียร์ไม่เอา
ขณะนั้นนายวรัญชัย โชคชนะ นักเคลื่อไหวนำเตารีด ให้นายชูวิทย์ เจ้าตัวหัวเราะบอกว่า นายวรัญชัยพยายามสร้างพล็อตเรื่องอยู่เรื่อย แล้วรับไว้
จากนั้นนายชูวิทย์กล่าวว่า การตั้งด่านรีดไถ นครบาลมี 88 สน. ต้องมีให้บช.น. แห่งละ วันละ 100,000 บาทต่อเดือน เอา 30 วัน คูณ ได้ 3,000,000 ล้านบาท รวมส่งบช.น. 264 ล้านบาท ส่วนจราจรกลางตั้งได้ทั่วกรุงเทพ ตั้งด่านได้ตลอดเวลา สมมติ ตั้งด่านต้องหาเงิน 1 แสน 20 ด่าน วันละ 2 ล้าน ต่อเดือนผ 30 วัน) คือ 2 ล้านคูณ 30 วน รวม 324 ล้านบาท แบ่งทอนกันไป อัตรารีดไถ ถ้าเมา/แอลกอฮอร์ 3 หมื่น ,ตรวจฉี่ม่วง 1 แสน ,ตรวจยาเสพติด 3-5 แสนบาท, ตรวจค้นอาวุธ 3-5 หมื่น , ควันดำ 1 หมื่น และบุหรี่ไฟฟ้า 3 หมื่น นี่คือขบวนการรีดไถหลังบ่อนถูกปิดไป เพราะฉะนั้นระบบการตั้งด่านยกเลิก เพราะทำให้ประชาชนเดือดร้อน ตั้งด่านรีดไถชาวบ้าน คนดีๆกลัว และไปจับนักท่องเที่ยวไม่ได้เพราะเขาเป็นแขก อย่างตนไปสิงคโปร์ทิ้งบุหรี่ แต่เห็นเป็นชาวต่างชาติ ก็เตือน 1 ครั้ง เป็นระบบศิวิไลซ์
“ถ้าตำรวจตั้งด่านต้องหาเงินด่านละ 1 แสน เจอนักท่องเที่ยวเหมือนส้มหล่น คนดีเจอด่านจะกลัว ส่วนคนร้ายไม่กลัวจ่ายตำรวจก็รอด ขอให้ระดับนายกฯลงมาจัดการ ถ้ายังปล่อยอย่างนี้ “ชง”ไม่เว้นแต่วัน และไม่ใช่หน้าที่ผมที่ต้องมาทำ จึงอยากให้สังคมไทยตื่นตัวคอรัปชั่นโกงกิน เพราะหลังๆ สังเกตได้นายกฯปล่อยมากเกินไป มีปัญหาคอรัปชั่นมากมาย ทั้ง กรมอุทยาน เป็น”นายชูวิทย์กล่าว
นายชูวิทย์กล่าวว่า จริงๆต้องเอาเงิน 2.7 หมื่นมาคืน บวกค่าตั๋วค่าโรงแรม ค่าที่พักโรงแรม เอาไปคืนแล้วกล่าวคำขอโทษ แล้วบอกเป็นประเทศท่องเที่ยว แล้วทำกับแขกที่มาเที่ยวอย่างนี้หรือ
“ผมรู้ว่าผบช.น.เกลียดผม เพราะผมรู้ทันเขา”นายชูวิทย์กล่าว

