ปลัด สธ. แจงแก้กฎสธ. ปม 1 เม็ดเป็นผู้เสพ ชัดเจน 2 ก.พ. ยันไม่กระทบระบบบำบัดรักษา
เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ สธ.เตรียมแก้ไขกฎกระทรวงกำหนดให้ผู้ครอบครองยาบ้า 1 เม็ดเป็นผู้เสพ และผู้ครอบครองยาบ้า 2 เม็ดขึ้นไปเป็นผู้ค้า ว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้มีวาระในที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) แต่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ตนชี้แจงกับสื่อมวลชนว่า กฎกระทรวงดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 107 ของประมวลกฎหมายอาญายาเสพติด ที่ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการ สธ.ในการออกร่างกฎกระทรวงดังกล่าว
หลักการมีสองส่วน คือ ผู้ที่มียาเสพติดเป็นอันครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นผู้เสพ ผู้ใช้ หรือผู้ติด ผู้ค้า กฎหมายกำหนดวิธีการไว้ 2 ส่วน คือ 1.ดูตามจำนวนเม็ด ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการ สธ. และ 2.ดูที่พฤติกรรม ไม่ใช่ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งพฤติกรรมนั้นเป็นแนวทางที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้กำหนด สำหรับจำนวนเม็ด เดิมกฎหมายหลายฉบับเขียนไว้ไม่เป็นตัวเลขเดียวกัน บางกฎหมาย 5 บางกฎหมาย 15 ฉะนั้นร่างประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ จึงต้องมาทบทวนกันอีกครั้งหนึ่ง ทางรัฐมนตรีว่าการสธ.ได้ประชุมคณะกรรมการบำบัดและรักษาฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา และ คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และมีการประชุมคณะกรรมการวิชาการด้านการแพทย์ ร่วมกัน ระหว่างกรมสุขภาพจิต กรมการแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุข จึงมีข้อสรุปว่า การมียาเสพติดเดิมที่เรากำหนดไว้ว่ามีกี่เม็ดนั้น จึงทำให้ผู้ค้านำมาเป็นจุดอ่อน บางคนเป็นผู้ขาย ครอบครอง 4 เม็ดก็อ้างว่าเป็นผู้เสพ จึงเป็นปัญหาว่าไม่ว่าเราจะกำหนดกี่เม็ดก็ไม่สามารถป้องกัน ควบคุมให้ประชาชนปลอดภัยจากยาเสพติด ดังนั้นจึงเห็นว่า ควรกำหนดปริมาณค่อนข้างต่ำ คือจะกำหนดไว้ว่า 1 เม็ด อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการของกระทรวงสาธารณสุข ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์
นพ.โอภาส กล่าวว่า สำหรับข้อดีของการกำหนด 1 เม็ดคือ ทำให้ประชาชนเกิดความระมัดระวัง และเห็นว่ายาเสพติดเป็นอันตราย ไม่เสพ อีกข้อหนึ่งคือจะทำให้เราสามารถมีผู้ติดยาเสพติด เข้าสู่ระบบการบำบัดรักษาได้ง่ายขึ้น ซึ่งขณะนี้เราแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ผู้ที่ติดรุนแรง ซึ่งต้องได้รับการดูแลจากสถานพยาบาลเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็น กรมการแพทย์ กรมสุขภาพจิต , ส่วนผู้เสพที่มีอาการปานกลาง กลุ่มนี้จะถูกรักษาโดยกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศ , ส่วนผู้เสพที่มีอาการน้อย หรือที่เราเรียกว่าผู้ใช้ กลุ่มนี้ไม่ว่าจะกี่เม็ดก็ตามต้องได้รับการดูแลในศูนย์บำบัดระดับชุมชน ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุข ได้วางระบบการรักษาแบบครบวงจรแล้ว
นพ.โอภาส กล่าวว่า ดังนั้นการกำหนดยาเสพติดจำนวนน้อย จะทำให้คนเข้าถึงการดูแลรักษาได้ง่ายขึ้น และทำให้สังคมตระหนักว่าจะไม่มียาเสพติดอีก เมื่อเราไปเปิดช่องว่าไม่เกินกี่เม็ด ทำให้บางคนเข้าใจว่าคนนี้มีกี่เม็ดก็ได้ตำรวจไม่จับ เรื่องนี้จะเป็นการสื่อไปยังสังคม ให้ระมัดระวัง ป้องกัน ไม่ให้ลูกหลาน หรือประชาชนเข้าถึงยาเสพติด ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายให้กับอาสาสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) ช่วยสอดส่องและให้ความสำคัญ ให้ความรู้เรื่องยาเสพติดกับประชาชน และเข้าสู่ระบบการรักษา ซึ่งจะไม่มีผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล
นพ.โอภาส กล่าวว่า สุดท้ายผลกระทบต่อการเสพยาเสพติด มีตั้งแต่ 1 เม็ดขึ้นไป เมื่อเรากำหนดว่าไม่เกินกี่เม็ดบางคนก็เข้าใจผิด แต่ผลกระทบต่อสุขภาพมีตั้งแต่ที่เริ่มเสพยาเม็ดแรก ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีผลงานทางวิชาการช่วยยืนยัน จึงเป็นที่มาของการออกร่างกฎกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ที่จะระบุว่าเป็นผู้เสพหรือผู้ค้านั้นคือใคร นพ.โอภาส กล่าวว่า เป็นเจ้าพนักงาน เพราะโดยหลักต้องคือตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง สองส่วนประกอบกัน
เมื่อถามว่า สังคมมีความกังวลว่าหากเป็นเช่นนี้อาจถูกยัดยา นพ.โอภาส กล่าวว่า ต้องช่วยกันสอดส่อง เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีวิธีการปฏิบัติ ด้วยความระมัดระวังอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า การแก้ประกาศดังกล่าว กังวลหรือไม่ว่านักโทษจะล้นห้องขัง นพ.โอภาส กล่าวว่า อย่างที่บอกไปแล้วว่าผู้ค้าจะต้องดูที่จำนวนเม็ดและพฤติกรรม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุข ที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าจะรักษากันไม่หวาดไม่ไหว โดยระบบการรักษาปริมาณของผู้ใช้ยาเสพติดที่คาดว่ามี 1,000,000 กว่าคน มีตั้งแต่ระดับรักษาในชุมชน ในโรงพยาบาล ในโรงพยาบาลเฉพาะทาง เชื่อว่าการบำบัดรักษาจะไม่เป็นปัญหา เรื่องของปริมาณการคุมขังนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเราคำนึงถึงว่าปริมาณเม็ด ที่ครอบครองเท่าไหร่ ที่จะมีผลกระทบต่อประชาชนและสังคม
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากอนุคณะกรรมการระบบบำบัดฟื้นฟู ติดตามผู้ติดยาเสพติด ได้ให้รับการรับรองแล้วจะเป็นอย่างไร นพ.โอภาส กล่าวว่า เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขตามมาตรา 107 ส่วนจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อรับรองเมื่อไหร่นั้นแล้วแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

