วิกฤตศรัทธาสีกากี จีนเทาถึงสาวไต้หวัน
ทุนจีนสีเทา จัดเป็นมหากาพย์ของความเลวร้ายอีกหน้าหนึ่งที่ถูกบันทึกและต้องจดจำไว้ในประเทศไทย การลอบทำธุรกิจสิ่งผิดกฎหมายก่อนรุกหนักเข้ามาประเทศไทย ใช้เป็นฐานที่มั่น
ไม่ต้องนับหลักไมล์ให้ไกลว่าทุนจีนสีเทากัดกร่อนกินประเทศไทยมานานแค่ไหน แต่เริ่มปฐมเหตุของบุกตรวจและเข้าจับ ผับจินหลิง ของกลุ่มทุนจีน ในช่วงเวลาตีสามเศษๆ ของวันที่ 26 ตุลาคม 2565 ตำรวจเข้าทลายผับแห่งนี้บนพื้นที่ 2 ไร่ เบื้องต้นพบลักลอบเปิดสถานบันเทิง คาราโอเกะ บ่อนพนัน และยาเสพติดจำนวนมาก เป็นทั้งแหล่งขายและมั่วสุม รวมทั้งรถหรูหลายยี่ห้อจอดสวมทะเบียนเรียงเป็นตับ คนเที่ยวทั้งชายหญิงเป็นจีนทั้งหมด
กลุ่มคนเหล่านี้มีชีวิตที่เสพสุขในประเทศไทย ขณะที่เวลานั้นจีนปิดประตูสู้รบกับการแพร่ระบาดโควิดในประเทศหวังให้โควิดเป็นศูนย์
ชัดเจนว่า การจงใจที่จะกระทำผิดชนิดเย้ยกฎหมายเมืองไทย กลุ่มมาเฟียจีนเหล่านี้คงไม่นึกเองเออเองเพียงลำพัง หากแต่มีการใช้จ่ายเงินเพื่อทางสะดวกในการทำงาน อดไม่ได้ที่บิ๊กข้าราชการและนักการเมืองบางกลุ่ม ถูกโยงเข้ามาเกี่ยวข้อง เพียงเท่านี้ สถานบันเทิงจินหลิงในพื้นที่ 2 ไร่ แทบจะถูกลบเลือนหายไปจากแผนที่กรุงเทพฯชั่วคราว
ขณะที่ตำรวจบนหน้างานก็ยังทำหน้าที่อย่างแข็งขันในการตรวจปิดล้อมโดยใช้หมายค้นของศาล เบื้องต้นได้ตัวนักเที่ยวจีนทั้งชายหญิงหลายร้อยคน
ส่วนชื่อของ ตู้ห่าว คนจีนถือบัตรประชาชนเป็นพลเมืองไทย หรือนายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ มาเฟียทรงอิทธิพลในประเทศไทย พ.ศ.นี้ ถูกโยงเข้ามาเกี่ยวข้อง โดย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เปิดโปงผู้อยู่เบื้องหลังผับจินหลิง มีชื่อ
ตู้ห่าว เป็นหัวหน้าขบวนการ และเจ้าของผับ พร้อมผู้ร่วมขบวนการรายสำคัญอีกนับสิบ แบ่งหน้าที่กันดูแลทั้งเรื่องเงิน ยาเสพติด ก่อนที่จะแฉชนิดไม่ไว้หน้าว่า หลานชายของนายกรัฐมนตรี ใช้บริษัทก่อสร้างเข้าไปร่วมทำธุรกิจปล่อยเช่ารถทัวร์ให้กิจการของ ตู้ห่าว ด้วย
ตู้ห่าว ยังเป็นเพียงหนึ่งใน 5 มังกรจีนสีเทา ที่เชื่อมกันอย่างแนบแน่น แบ่งพื้นที่สร้างฐานธุรกิจสีเทาทั้งในท้องที่ทองหล่อ สุทธิสาร และเมืองพัทยา
เรื่องราวของตู้ห่าวและพวกที่เกี่ยวโยงตกเป็นผู้ต้องหา ได้ถูกอัยการสูงสุดส่งฟ้องศาลไปแล้ว
ท่ามกลางข่าวหลายเดือนที่ผ่านมา ได้เกิดคำถามและข้อฉงนงงงวยมากมายต่อการทำหน้าที่อย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่ปราบปราม จับกุมกับคดี ตู้ห่าว สะเด็ดน้ำแล้วจริงๆ หรือควันในคดีตู้ห่าวยังตลบอยู่ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ปฏิบัติหน้าที่นับแสนทั่วประเทศ ก็ต้องมาเจอ ปลาเน่า ไม่กี่ตัว ทำให้ข้าราชการสีกากีต้องหมองไปด้วย
เหตุการณ์ที่ดาราสาวไต้หวันและพวกมาเที่ยวราตรีในเมืองไทย ถูกด่านตำรวจห้วยขวางตรวจสอบ ก่อนจะแลกกับการไม่เอาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักท่องเที่ยวมาเป็นคดี จบกันที่ค่ารีด 27,000 บาท เอาไปแบ่งกัน ส่วนนักท่องเที่ยวได้คลิปเป็นหลักฐานนำมาเปิดโปงด่านสีเทานี้หลังเดินทางกลับถึงบ้านเกิดที่ไต้หวัน
แรกๆ บิ๊กตำรวจแถลงยืนยันไปสอบถามตำรวจที่ตั้งด่านแล้วว่าไม่มีเรื่องนี้แน่ๆ ไม่มีมุมอับข้างสถานทูตจีนตรงไหนที่ใช้ ต่อรอง ก่อนจะไขความจริงให้ปรากฏ แกะรอยดาราสาวไต้หวันจากกล้องวงจรปิด
เบื้องต้นเหมือนโต้ปิงปองใส่กัน เพราะต้องมีฝ่ายหนึ่งพูดจริงและอีกฝ่ายพูดไม่จริง
กระทั่งผลการสอบคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกองบังคับการตำรวจนครบาล พบว่า มีมูล เรียกรับเงิน 27,000 บาท นักท่องเที่ยวสาวไต้หวัน กรณีพบบุหรี่ไฟฟ้า แต่ไม่ตรวจยึดจับกุม ผิดอาญามาตรา 157 ก่อนจะมีการย้าย 7 ตำรวจ สน.ห้วยขวางทันที
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมากล่าวขอโทษประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการปฏิหน้าที่ ที่ผ่านมาตำรวจมีความตั้งใจจริงในการปฏิหน้าที่และทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ
ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งแต่ละองค์กรมีทั้งคนดีและไม่ดีอยู่ แต่เชื่อว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังมีคนดีอยู่อีกจำนวนมาก ที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้กับประชาชน ผู้ที่ทำดีก็จะได้รับผลตอบแทน ส่วนที่ทำไม่ดีก็จะต้องได้รับการลงโทษอย่างเด็ดขาด ตอนนี้อยากให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมั่นใจกับการปฏิบัติหน้าที่ และจะกำชับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจท่องเที่ยวให้ปฏิบัติการอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา ผบ.ตร.กล่าวตอนท้าย
หลังจากนี้ ตำรวจคงต้องเร่งกู้ภาพลักษณ์ที่ก่อให้วิกฤตศรัทธากลับคืนมาให้โดยเร็วที่สุด ท่ามกลางประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนเครื่องยนต์ตัวใหญ่คือภาคการท่องเที่ยว ในการดึงดูดเงินตราต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยเป็นหลักล้านล้าน
อย่าปล่อยให้เงินแค่หนึ่งกำมือสร้างความด่างพร้อยมากไปกว่านี้

