สแกน ‘กม.อุ้มหาย’ เครื่องมือปกป้องศักดิ์ศรีมนุษย์

4.02.23 | 08:15 น.

สแกน‘กม.อุ้มหาย’ เครื่องมือปกป้องศักดิ์ศรีมนุษย์

ปัญหาการ “อุ้มหาย” หรือการบังคับบุคคลให้สูญหาย ที่เชื่อว่าในที่สุดคนคนนั้นเสียชีวิตแล้ว เกิดขึ้นในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย ทั้งกรณี “ทนง โพธิ์อ่าน” ผู้นำแรงงาน “สมชาย นีละไพจิตร” เป็นนักกฎหมายและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มักผูกโยงไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐบางคนมีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้ภาคสังคมพยายามเรียกให้มีบทบัญญัติเข้ากำกับดูแลในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

กระทั่งสามารถผลักดัน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ออกมาได้ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ ใช้บังคับกับการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐใน 3 ฐานความผิด คือ การกระทำความผิดฐานกระทำทรมาน การกระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทำความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา สำนักงานอัยการสูงสุดในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ได้ออกระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2566 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติหน้าที่ของอัยการอย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายพัฒนากฎหมาย สำนักงานวิชาการ ให้รายละเอียดสาระสำคัญของระเบียบฉบับนี้ว่า จะกำหนดให้มีศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายในกรุงเทพมหานครที่สำนักงานการสอบสวน และในจังหวัดอื่นที่สำนักงานอัยการจังหวัดทุกแห่ง โดยมีอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน หรืออัยการจังหวัดที่รับผิดชอบในการดำเนินคดีประจำศาลจังหวัด เป็น
ผู้อำนวยการศูนย์ มีหน้าที่

Advertisement

(1) รับแจ้งการควบคุมตัวจากเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบ

(2) รับแจ้งเหตุการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย จากผู้พบเห็นหรือทราบเหตุ

(3) ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยุติการกระทำทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้สูญหาย

(4) รับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษคดีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ เพื่อให้พนักงานสอบสวนฝ่ายอัยการสอบสวนคดีความผิดตาม พ.ร.บ.นี้

(5) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการติดต่อและประสานงาน

เมื่อได้รับแจ้งการควบคุมตัวจากเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบ รวมทั้งเมื่อได้รับแจ้งเหตุการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย เมื่อได้รับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ ให้อัยการที่ปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์ตรวจสอบว่า การควบคุมตัวมีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการทรมาน หรือการกระทำให้บุคคลสูญหายหรือไม่

ในการตรวจสอบดังกล่าว อัยการอาจมีความเห็นว่า ควรยุติเรื่อง หรือควรแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม หรือควรยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งยุติการกระทำทรมาน หรือการกระทำให้สูญหาย เพื่อเสนอผู้อำนวยการศูนย์พิจารณา เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งสั่งยุติการกระทำทรมาน หรือการกระทำให้สูญหาย หรือมีคำสั่งอื่นใดตามกฎหมาย

หากปรากฏว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย ให้พนักงานสอบสวนฝ่ายอัยการ ได้แก่ อัยการในสังกัดสำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาภาค หรือสำนักงานอัยการจังหวัด แล้วแต่กรณีเสนอตามลำดับชั้นเพื่อให้พิจารณาทำการสอบสวน และเมื่อสอบสวนเสร็จแล้ว ให้เสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นต่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบฝ่ายอัยการ ซึ่งได้แก่ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน อธิบดีอัยการภาค อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาภาค หรืออัยการจังหวัด แล้วแต่กรณี ให้พิจารณาดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 ถึงมาตรา 142 ต่อไป

พร้อมทั้งให้พนักงานสอบสวนฝ่ายอัยการสอบข้อเท็จจริงในประเด็นเกี่ยวกับผู้มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน รายการและจำนวนค่าสินไหมทดแทน และรายละเอียดอื่นที่จำเป็นเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเรียกค่าสินไหมทดแทนแทนผู้เสียหายให้กับอัยการผู้ว่าคดีด้วย พร้อมทั้งให้อัยการที่เกี่ยวข้องแจ้งให้ผู้เสียหายทราบในโอกาสแรกถึงสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ และสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายด้วย

หากได้ความว่าการกระทำเดียวกันนั้นได้มีคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนฝ่ายอื่นแล้วอาจเป็นเหตุให้อัยการไม่รับทำการสอบสวนได้

ในกรณีที่การสอบสวนกระทำโดยพนักงานสอบสวนฝ่ายอื่น ให้อัยการรับแจ้งเหตุแห่งคดีจากพนักงานสอบสวนฝ่ายอื่น แล้วดำเนินการดังต่อไปนี้

(1) ในกรุงเทพมหานคร ให้รายงานตามลำดับชั้นจนถึงอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน เพื่อให้อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวนพิจารณาเห็นชอบให้เข้าตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวน และจ่ายสำนวนตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนไปยังสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน และให้อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวนจ่ายสำนวนให้กับอัยการในสังกัดเป็นอัยการเจ้าของเรื่องเพื่อเข้าตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนทันที

(2) สำหรับในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้รายงานตามลำดับชั้นจนถึงอธิบดีอัยการภาค เพื่อให้อธิบดีอัยการภาคพิจารณาเห็นชอบให้เข้าตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนและจ่ายสำนวนตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนไปยังสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาภาคหรือสำนักงานอัยการจังหวัดในสังกัด และให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาภาคหรืออัยการจังหวัด แล้วแต่กรณี จ่ายสำนวนให้กับอัยการในสังกัดเป็นอัยการเจ้าของเรื่องเพื่อเข้าตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนทันที

ในการตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนที่กระทำโดยพนักงานสอบสวนฝ่ายอื่น ให้อัยการดำเนินการ ดังนี้

(1) เมื่อได้รับแจ้งเหตุแห่งคดีจากพนักงานสอบสวนฝ่ายอื่นแล้ว ให้เรียกสำนวนการสอบสวนมาตรวจสอบเบื้องต้น เพื่อประกอบการวางแนวทางการสอบสวนต่อไป

(2) ประชุมวางแผนและกำหนดแนวทางการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนฝ่ายอื่น

(3) ตรวจสอบหรือกำกับให้การสอบสวนเป็นไปตามแนวทางการสอบสวนที่อัยการกับพนักงานสอบสวนฝ่ายอื่นร่วมกันกำหนด

(4) ในกรณีสอบสวนคดีสำคัญหรือประเด็นสำคัญ อัยการอาจพิจารณาเข้าร่วมอยู่ด้วยในการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนฝ่ายอื่น

(5) ให้คำแนะนำแก่พนักงานสอบสวนฝ่ายอื่นตามที่เห็นสมควร

การดำเนินคดีของอัยการผู้ว่าคดีและอัยการศาลสูงในกรณีที่ระเบียบนี้มิได้กำหนดไว้ ให้ดำเนินการตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

พ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นความหวังในการที่จะปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ

แต่ในทางปฏิบัติ จะทำได้มากน้อยเพียงใด เป็นเรื่องชวนจับตา-ติดตาม