เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล ผกก.3 บก.ป. พ.ต.ท.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ รอง ผกก.3 บก.ป. พ.ต.ท.ศราวุธ ทองน้อย สว.กก.3 บก.ป., พ.ต.ท.รัฐมนตรี พันชูกลาง สว.กก.3 บก.ป., และ ว่าที่ พ.ต.ท.ณัฐดนัย สีแข่ไตร สว.กก.3 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ป. พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน นำกำลังจับกุม น.ส.ภูสนิสา (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี และนายมารุต (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ฐานความผิด “ร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใดๆ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป” ได้ที่ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์ตัดเหล็กที่ใช้ในการงัดแงะตู้เซฟ, ถุงมือที่ใช้ก่อเหตุ, หมวกกันน็อก, กล้อง CCTV ที่ลักเอามาจากที่เกิดเหตุ, รถยนต์, รถจักรยานยนต์, โทรศัพท์มือถือ และของกลางอื่นๆ รวมจำนวนหลายรายการ

สืบเนื่องจากเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีแก๊งโจรกรรมตระเวนก่อเหตุงัดตู้เซฟปั๊มน้ำมันตั้งแต่ พ.ค.2565 ถึงปัจจุบันอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคอีสานกว่า 30 แห่ง เป็นเหตุให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน สร้างความหวาดกลัวเป็นอย่างมาก ทาง พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. มอบหมายให้ พ.ต.อ.วิวัฒน์ และชุดสืบสวนเร่งติดตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีโดยเร็ว ทาง บช.ก.จึงประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่เกิดเหตุกว่า 30 แห่ง และเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ตรวจสอบลายนิ้วมือแฝงเพื่อถอดแผนประทุษกรรม พบว่ามีแผนประทุษกรรมการก่อเหตุแบบเดียวกันถึง 26 เคส โดยคนร้ายวางแผนเลือกเวลาก่อเหตุ มีการอำพรางตัว สวมถุงมือ ปกปิดใบหน้า เลือกปั๊มน้ำมันที่ไม่มีกล้องวงจรปิด และมีความชำนาญในเส้นทางการก่อเหตุ ด้วยเทคนิควิธีการจึงทำให้ระบุกลุ่มคนร้ายได้ยาก
จากนั้น บช.ก.จึงนำระบบฐานข้อมูลบิ๊ก ดาต้า มาใช้ในการตรวจสอบข้อมูลรถยนต์ที่เข้าในพื้นที่เกิดเหตุ กว่า 20,000 คัน และคัดกรองกลุ่มบุคคลที่น่าจะเกี่ยวข้องกับปั๊มน้ำมันที่เกิดเหตุ จนพบกลุ่มบุคคลที่น่าสงสัยกว่า 200 คน ต่อมาวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา คนร้ายก่อเหตุอีกครั้งที่ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด ทำการสืบสวนจนพบรถยนต์ต้องสงสัยวิ่งเข้ามายังที่เกิดเหตุจึงติดตามพฤติกรรมเรื่อยมา พบว่า น.ส.ภูสนิสา เป็นผู้จัดการปั๊มน้ำมัน แห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคอีสานก่อเหตุร่วมกับสามี โดยขับขี่รถยนต์ออกมาในเวลากลางคืน เพื่อตระเวนหาปั๊มน้ำมันที่อยู่ห่างไกลจากบ้านพักเมื่อถึงปั๊มน้ำมันเป้าหมาย น.ส.ภูสนิสาจะจอดรถยนต์อยู่บริเวณใกล้ที่เกิดเหตุ เพื่อดูต้นทางและรอรับสามี ในระหว่างที่สามีเข้าไปงัดตู้เซฟ ก่อนจะเชิดเงิน และขับรถหลบหนีไป
ต่อมาภายหลังมีการก่อเหตุในลักษณะเช่นเดียวกันอีก ในพื้นที่ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ และ อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ ซึ่งการกระทำดังกล่าวสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้สืบสวนพร้อมกันใน 3 พื้นที่ดังกล่าว โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ป. กว่า 50 นาย จนได้ข้อมูลพยานหลักฐาน ที่สอดคล้องกันจนเชื่อได้ว่า 26 เคสก่อนหน้านี้ คนร้ายที่กระทำความผิดคือกลุ่มเดียวกัน จึงขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาและหมายค้นต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ด สอบถามคำให้การผู้ต้องหาทั้งสองเบื้องต้น รับว่าได้ก่อเหตุลักทรัพย์ปั๊มน้ำมันจริง เป็นจำนวน 10 แห่งเป็นอย่างน้อย โดยอ้างมูลเหตุจูงใจว่านำไปชำระหนี้นอกระบบ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ธวัชบุรี ดำเนินคดี

