วันที่ 2 ธันวาคม 2559 เมื่อเวลา 07.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประสิทธิ์ ศรีบัว อายุ 51 ปี พร้อมชาวบ้านหนองขาม หมู่ 8 ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น ได้ใช้เวลาว่างหลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวออกหาหนูนาเพื่อนำมาเป็นอาหารและนำไปขายในตลาด แต่ละคนสามารถหาได้วันละไม่ต่ำกว่า 40-50 ตัว
โดยชาวบ้านบ้านหนองขามประมาณ 10-20 คน ได้ออกหาหนูนาตามทุ่งนาหลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้วได้จำนวนกว่า 200 ตัว มาทำการขูดขนและล้างทำความสะอาดนำมาขายพ่อค้าแม่ค้าร้านอาหารป่า และประชาชนที่นิยมรับประทานอาหารอีสานมารับซื้อถึงที่ ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มนักล่าหนูนา โดยอาศัยโอกาสหลังฤดูการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ที่ชาวนาส่วนใหญ่จะใช้รถเกี่ยวนวดข้าวในการเก็บเกี่ยวข้าว ทำให้มีเมล็ดข้าวตกหล่นลงบนผืนนา ทำให้ชาวบ้านออกจับหนูนาสร้างรายได้เสริมหลังจากเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จ โดยหาหนูนาในช่วงกลางคืน การออกล่าแต่ละครั้งจะได้หนูนากลับมาวันละไม่ต่ำกว่า 100-200 ตัว ร้านอาหารป่าและชาวบ้านที่ชื่นชอบการรับประทานหนูนาที่ทราบข่าวก็จะมารับซื้อถึงที่ บางรายถึงกับสั่งซื้อล่วงหน้า โดยมีราคาตัวละ 80 บาท แล้วแต่ขนาด สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 บาทต่อวัน
นายประสิทธิ์ ศรีบัว เล่าว่า ช่วงนี้ชาวบ้านในแถบภาคอีสานรู้ดีว่าเป็นช่วงอากาศหนาวเย็น จะมีหนูนาออกมาหากินเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่นลงในผืนนา จึงร่วมกันออกไปหาดักหนูนาตามท้องไร่ท้องนา โดยมีอุปกรณ์ดักหนูนาที่ทำจากไม้ไผ่ ผูกเข้ากับบ่วงที่ทำจากลวดสะลิงและหนังยาง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่คิดค้นขึ้นมาเอง โดยบ่วงนี้จะนำไปปักไว้บริเวณทางเข้ารูหนูที่อยู่ตามคันนาและตามทางเดินหากินของหนูที่มีลักษณะเป็นคลองเดินเล็กๆ
“โดยการจับ จะนำบ่วงไปปักไว้ในช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่หนูจะออกมาหากิน เมื่อหนูนาออกจากรูหรือเดินไปตามทางหากินเมล็ดข้าวก็จะเผลอติดบ่วงดัก จากนั้นชาวบ้านก็จะกลับมาดูบ่วงที่ดักไว้ในช่วงเย็นๆ ซึ่งภาษาอีสานจะเรียกว่า “กลับมายามบ่วง หรือกลับมายามหนู” หากมีหนูนาติดบ่วงก็จะเอาใส่ในถุง เป็นการเสริมรายได้ ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนั้นยังเป็นการกำจัดหนูที่เป็นศัตรูพืชกัดกินต้นข้าว พืชไร่ สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกร โดยไม่ต้องใช้ยาพิษหรือสารเคมี” นายประสิทธิ์กล่าว

