‘ชัชชาติ’ ลุยถิ่นห้วยขวาง ผอ.เขตสั่งปิดไป 15 ร้าน ย้ำสถานบันเทิง-อาบอบนวด ต้องถูกกฎหมาย

11.02.23 | 18:38 น.

‘ชัชชาติ’ สัญจรห้วยขวาง ผอ.เขตสั่งปิดไป 15 ร้าน ย้ำ สถานบันเทิง-อาบอบนวด ต้องถูกกฎหมาย

เมื่อเวลา 09.40 น.วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุมประชาราษฎร์บำเพ็ญ ชั้น 4 สำนักงานเขตห้วยขวาง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายประพฤทธิ์ หาญกิจจะกุล ส.ก.เขตห้วยขวาง นายไพฑูรย์ งามมุข ผอ.เขตห้วยขวาง และคณะ ร่วมกิจกรรม “ผู้ว่าฯ กทม. สัญจรเขตห้วยขวาง” เพื่อประชุมเรื่องการบริหารจัดการ ปัญหาการปฏิบัติงานของสำนักงานเขต รับฟังปัญหาและอุปสรรคการปฏิบัติงาน รวมถึงความก้าวหน้าในการดำเนินการตามนโยบายผู้ว่าฯ กทม. และผลการดำเนินการทราฟฟี่ฟองดูว์

นายชัชชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า เขตห้วยขวางเป็นเขตที่อยู่ในเมือง เป็นเขตผังเมืองสีส้ม ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง ปัญหาหลักๆ คือ เรื่องน้ำท่วม ซึ่ง กทม.มีแผนดำเนินการอยู่ ปัญหาที่เจอส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของเอกชน เช่น หมู่บ้านต่างๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่ใช่เฉพาะกับ กทม. เป็นปัญหาของหมู่บ้านเก่า ซึ่งเป็นพื้นที่เอกชนไม่ได้ยกเป็นที่สาธารณะ กทม.เข้าไปดำเนินการได้ยาก เนื่องจากไม่สามารถนำงบประมาณมาใช้ได้ รวมถึงเรื่องไฟฟ้าส่องสว่าง เขตห้วยขวางมีชุมชนอยู่ 22 ชุมชน ซึ่งมีจำนวนหลายแห่งที่ไฟฟ้าดับ สิ่งเหล่านี้เราต้องหาทางเข้าไปช่วยเหลือ ในแผนรวมเราพยายามพัฒนาทั้งเรื่องไฟฟ้าส่องสว่างและน้ำท่วม

นายชัชชาติกล่าวว่า เขตห้วยขวางเป็นเขตที่มีธุรกิจต่างชาติอยู่ค่อนข้างเยอะ ซึ่งได้เน้นย้ำว่า สำนักงานเขตดูแลเรื่องใบอนุญาตต่างๆ ต้องทำให้ถูกกฎหมายทั้งหมด หากมีอะไรที่ผิดกฎหมายต้องเคร่งครัด เพราะอาจจะเป็นจุดที่ทำให้เกิดการผิดกฎหมายอื่นๆ ต่อเนื่องตามมา ส่วนข้อร้องเรียนเหตุเดือดร้อนรำคาญ การเปิดเพลงเสียงดัง สถานบันเทิง ร้านคาราโอเกะต่างๆ ได้มอบหมายผู้อำนวยการเขตดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน อีกเรื่องคือ เรื่อง อาหารกลางวันเด็ก เป็นเรื่องที่ กทม.ให้ความสำคัญมาก เพราะคือพื้นฐานของการพัฒนาเด็ก ได้เน้นย้ำว่า ต้องมีกระบวนการตรวจสอบทั้งในแง่ของคุณภาพอาหารและในแง่ของการจัดซื้อจัดจ้างต้องโปร่งใส

เมื่อถามว่า การขออนุญาตเปิดร้านอาหารหรือสถานประกอบการคล้ายสถานบันเทิง ในพื้นที่เขตห้วยขวาง หากคนต่างชาติประสงค์จะเปิดให้บริการจะต้องดำเนินการอย่างไร

Advertisement

นายไพฑูรย์ ผอ.เขตห้วยขวาง เผยว่า การเปิดร้านอาหารหรือสถานบันเทิงต่างๆ ผู้ที่จะเปิดต้องมาแจ้งที่ ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขภิบาล สำนักงานเขต จากนั้นเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบสิทธิในการขอ เช่น ถ้าเป็นนิติบุคคลคนต่างชาติต้องถือหุ้นไม่เกิน 49% คนไทยถือหุ้นมากกว่า 51% หรือถ้าเป็นบุคคลธรรมดาต้องขอใบอนุญาตผู้ประกอบการ กับกระทรวงพาณิชย์

ส่วนพนักงานเสิร์ฟหรือผู้ให้บริการ เช่น ผู้ปรุงอาหาร หรือกุ๊ก ต้องมีใบอนุญาตทำงาน หรือ Work Permit ที่ประกอบอาชีพกุ๊ก แต่ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ พบว่าไม่ได้มีการขอใบอนุญาตทำงาน แต่เป็นการมาแบบวีซ่านักท่องเที่ยว ส่วนพนักงานเสิร์ฟต่างๆ ก็ขอให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการยื่นเอกสารประกอบการขออนุญาต ถ้าหากไม่มีทางสำนักงานเขตก็ไม่อนุญาตให้เปิด

นายไพฑูรย์กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีการตรวจไปแล้ว 35 ร้าน พบว่ามีปัญหา 15 ร้าน ซึ่งก็ได้มีการสั่งปิดไปแล้ว ส่วนร้านสะสมอาหาร หรือซุปเปอร์มาเก็ต โดยสินค้าที่นำเข้ามาจะต้องมีฉลากภาษาไทยระบุชัดเจน และได้ตรา อย. หากไม่มี อย.ก็ถือว่าผิดกฏหมาย สำนักงานเขตก็ได้มีการสั่งปิดไปแล้วเช่นเดียวกัน อีกทั้งสำนักงานเขตห้วยขวาง ได้ร่วมมือกับตำรวจท้องที่ และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ในการกำกับให้ผู้ประกอบการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย

“ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการจริงอยู่เบื้องหลัง ไม่เปิดเผยตัว เราตรวจสอบไม่ได้ แต่ในทางลับ รู้ครับ ทางตำรวจจะรู้ว่าคนนี้เครือข่ายใคร มาจากสายไหน ซึ่งเป็นข้อมูลในทางลับ เพื่อความมั่นคง” นายไพฑูรย์กล่าว

เมื่อถามว่ากรณีที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ ว่ามีการทดลองเปิดให้บริการของอาบอบนวดแห่งหนึ่งในพื้นที่เขตห้วยขวางนั้น ปกติแล้วสามารถทำได้หรือไม่ นายไพฑูรย์ระบุว่า ทำไม่ได้

เมื่อถามว่า กทม.มีการดูแลความปลอดภัยและการป้องกันไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว จากผู้ประกอบการร้านค้า หรือผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ อย่างไร

นายชัชชาติกล่าวว่า กทม.ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ในเรื่องความปลอดภัย กทม.มีการตรวจตลอด โดยมีการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ปัญหาเรื่องรถแท็กซี่ รถสามล้อ อยู่นอกขอบเขตอำนาจ กทม. แต่ที่ผ่านมาก็ร่วมมือกัน ต้องลงไปตรวจอย่างเข้มงวด ซึ่งที่ผ่านมามีการบูรณาการ มีการพูดคุยและทำงานร่วมกันกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) มาตลอด

ด้าน นายไพทูรย์ กล่าวเสริมว่า ส่วนใหญ่ที่นักท่องเที่ยวเจอคือการเรียกราคาแพง ไม่ว่ารถแท็กซี่ ร้านอาหาร ซึ่งสำนักงานเขตร่วมกับตำรวจออกตรวจในจุดจอดรถแท๊กซี่ หากเรียกแล้วไม่รับหรือมีราคาแพงผู้ใช้บริการสามารถแจ้งได้โดยจดข้อมูลทะเบียนรถและโทรแจ้งที่สายด่วน 1555

นายไพฑูรย์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในส่วนของร้านอาหารจีน ทางสำนักงานเขตกำชับให้ร้านอาหาร ทำเมนูที่มีภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และแสดงราคาไว้อย่างชัดเจน เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวเข้าไปใช้บริการจะสามารถเข้าใจได้ ซึ่งการติดป้ายแสดงราคานั้นก็เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงพาณิชย์ และสำนักอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ถูกเอารัดเอาเปรียบในเรื่องของราคาด้วย