จดหมายถึง “บิ๊กตู่” ค้าน ผันน้ำยวม1.7แสนล้าน หวั่นป่าผืนใหญ่3จังหวัดพินาศสิ้น ชี้ ไร้ผลการศึกษา ทำงุบงิบหลายเรื่อง
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นายวันชัย ศรีนวน ผู้ใหญ่บ้านห้วยแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่าในช่วงสายวันนี้ขณะที่ชาวบ้านกำลังทำงานอยู่ในสวน พบว่ามีเจ้าหน้าที่ไม่ทราบสังกัดเดินทางเข้ามาในหมู่บ้าน เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำจากห้วยแม่งูด เมื่อชาวบ้านสอบถามก็ตอบเพียงว่าเดินทางมาจากกรุงเทพ เมื่อถามว่ามาทำอะไรก็ไม่มีคำตอบชัดเจน ชาวบ้านจึงโทรเรียกกันมาประมาณ 10 คน มารออยู่ที่ถนน
“เมื่อคนกลุ่มดังกล่าวเดินขึ้นมาจากลำห้วยแม่งูดพร้อมแกลอนใส่น้ำจากลำห้วย พวกเราถามว่ามาจากไหน เขาบอกว่ามาจากกรุงเทพ มาเก็บตัวอย่างน้ำ ถามว่าทำไมต้องห้วยแม่งูด เขาตอบว่าเป็นแม่น้ำหลักของอำเภอฮอด ชาวบ้านก็บอกว่าไม่ใช่ เพราะลำห้วยนี้ในหน้าแล้งไม่มีน้ำ ผมบอกไปว่าที่นี่ บ้านแม่งูดชาวบ้านไม่ให้เข้ามาโดยพละการ ใครจะเข้ามาต้องแจ้งขอชาวบ้าน และขอให้เอาน้ำคืน ก็เททิ้ง ชาวบ้านถามว่าใครจ้างมา เขาก็ไม่ตอบ ตอนนี้ชาวบ้านต่างรู้สึกกังวลใจ ไม่ต้องการให้ใครเข้ามาในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะทำการศึกษาหรือใดๆ แปลกมากที่เจาะจงมาเก็บตัวอย่างน้ำจากพื้นที่ที่จะก่อสร้างปากอุโมงค์ผันน้ำ แบบนี้ไม่โปร่งใสกับเราเลย” นายวันชัยกล่าว

ด้านกรมชลประทาน ได้เผยแพร่ข่าวผ่านเพจรอบรั้วชลประทาน ว่าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 ที่กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ เป็นประธานการประชุมเพื่อรับทราบข้อมูลและการดำเนินความร่วมมือกับธนาคารโลก (World Bank) โดยมี Ms. Shelley McMillan ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารทรัพยากรน้ำอาวุโส ธนาคารโลก และคณะ พร้อมด้วย นายสิริพล รักษนาเวศ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมเพื่อหารือการเตรียมความร่วมมือระหว่างกรมชลประทานกับ ธนาคารโลก (World Bank Group) กรมชลประทาน ได้นำเสนอการดำเนินงานที่มีความเหมาะสมในการนำไปพัฒนากรอบความร่วมมือด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ อาทิ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเป็นแนวทางประกอบการพิจารณาการจัดทำความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำในอนาคตต่อไป

ขณะเดียวกันเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม-เงา-เมย-สาละวิน ได้ส่งหนังสือถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่องขอแสดงจุดยืนคัดค้านไม่เห็นด้วยกับโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อภูมิพล (แนวผันน้ำยวม) ขอให้เพิกถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม และยุติการดำเนินการทุกโครงการที่เกี่ยวข้อง โดยสำเนาถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมชลประทาน และผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)
หนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาระบุว่า ทางเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม-เงา-เมย-สาละวิน ประกอบไปด้วย ประชาชนผู้อาศัยอยู่ใน 3 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และตาก รวมถึงผู้ปกครองท้องถิ่น นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ได้ติดตามโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล (แนวส่งน้ำยวม) หรือที่เรียกว่า โครงการผันน้ำยวม มาอย่างต่อเนื่องด้วยความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทราบว่า โครงการดังกล่าวผลักดันโดยกรมชลประทาน และได้มีการทำโครงการศึกษาวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (4Ps) แล้วพบว่า ค่าใช้จ่ายโครงการ งานดำเนินงาน บำรุงรักษา และค่าลงทุนจะสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ กฟผ. ยังกำลังดำเนินงานการศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) สำหรับโครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ ลำพูน-สบเมย (ส่วนที่พาดผ่านพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1) ซึ่งเป็นโครงการเกี่ยวเนื่องกับโครงการผันน้ำยวมด้วย ทางเครือข่ายฯ เห็นว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม เนื่องจาก โครงการประกอบไปด้วยโครงสร้างต่างๆ อาทิเช่น เขื่อนกั้นแม่น้ำยวม ถังพักน้ำ สถานีสูบน้ำ อุโมงค์ส่งน้ำผ่านป่าต้นน้ำลำธาร และสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของกฟผ. เป็นต้น โดยจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและกว้างขวาง ต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ในลุ่มแม่น้ำยวม แม่น้ำเงา แม่น้ำเมย แม่น้ำสาละวิน และพื้นที่ของอุโมงค์ส่งน้ำและสายส่งไฟฟ้าในพื้นที่ผืนป่ารอยต่อ 3 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน ตาก และเชียงใหม่
หนังสือระบุอีกว่าตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 6 ปีที่ผ่านมา ได้มีการยื่นหนังสือต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ อาทิ กรมชลประทาน สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี เพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการดำเนินโครงการผันน้ำดังกล่าวตลอดมา เนื่องจากเห็นว่า ไม่มีความไม่จำเป็น ไม่เหมาะสม และไม่สอดคล้องกับหลักการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำ พร้อมทั้งยังขอให้มีการทบทวนรายงาน EIA และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ให้มีการศึกษาที่ครอบคลุมรอบด้านในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่ตลอดโครงการ
หนังสือระบุว่า มีความกังวลในหลายประเด็นเ ช่น กระบวนการจัดทำรายงาน EIA ขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับข้อมูลอย่างชัดเจน และความเห็นต่างๆ ของผู้ได้รับผลกระทบที่ได้เสนอไปกลับไม่ได้รับการพิจารณา การจัดทำและเนื้อหาในรายงาน EIA ผิดพลาดจากข้อเท็จจริง ขาดความน่าเชื่อถือ ไม่มีความโปร่งใส การเก็บข้อมูลหลายครั้งเป็นเพียงการพบในเวลาสั้นๆ หรือเป็นการนัดพบผู้นำชุมชนในร้านอาหาร ที่ไม่ได้แจ้งว่าจะเป็นการประชุมหารือเกี่ยวกับโครงการแต่อย่างใด นอกจากนี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัด ซึ่งจะได้รับผลกระทบยังไม่ได้รับรู้ถึงข้อมูลโครงการที่รอบด้านและเพียงพอ ไม่ได้ทราบข้อมูลผลดีหรือผลเสียของโครงการอย่างแท้จริง หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่เคยมาให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนแก่ประชาชนในพื้นที่

“ชาวบ้านจำนวนมากในพื้นที่ป่ารอยต่อ 3 จังหวัด ต่างได้พึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น การมีโครงการขนาดใหญ่ เจาะอุโมงค์ทะลุภูเขา ผืนป่า และต้นน้ำลำธาร เป็นระยะทางกว่า 62 กิโลเมตร จะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพระบบนิเวศป่าที่ชาวบ้านใช้ทำมาหากิน เลี้ยงสัตว์ การเกษตร มีผืนป่าเป็นฐานทรัพยากรในการเลี้ยงชีพ อันเป็นผลกระทบโดยตรงจากโครงการ โดยความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบระยะยาวนี้ไม่เคยมีการศึกษาหรือรวมไว้ในต้นทุนของโครงการแต่อย่างใดทั้งสิ้น”
นายวันชัย กล่าวว่าโดยเมื่อเดือนมกราคม 2566 ผู้ปกครองท้องถิ่นจาก อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกอบต. สมาชิกกลุ่มในเครือข่ายฯ รวม 12 คน ได้มีการหารือร่วมกันแล้วเล็งเห็นว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำหนังสือฉบับนี้ขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นประเด็นปัญหาและแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการ
“จดหมายของเราแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยและคัดค้านต่อโครงการ และขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ดำเนินการ 1. ขอให้ยุติ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล (แนวส่งน้ำยวม) 2. ขอให้เพิกถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล ของกรมชลประทาน 3. ขอให้ยุติการดำเนินการใดๆทุกโครงการที่เกี่ยวข้อง อาทิ โครงการสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นต้น

