ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่บ้านพักของนายหยู ซิน ฉี ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านสายไหม ลักษณะเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้น มีเนื้อที่ประมาณ 80 ตารางวา โดยมีรถยนต์ส่วนบุคคลจอดอยู่ 2 คัน ได้มีตำรวจตรวจคนเข้าเมือง กองกำกับการ 1 และ 2 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เฝ้าสังเกตการณ์และวางกำลังโดยรอบ ซึ่งมีข้อมูลว่านายหยู ซิน ฉี ยังพักอาศัยอยู่ในบ้าน
ต่อมา ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง พร้อมกับเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง เข้าเชิญตัว นายหยู ซิน ฉี ประธานสมาคมมณฑลส่านซีแห่งประเทศไทย จากบ้านพัก ไปสอบถามข้อมูลที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
โดยเจ้าหน้าที่เข้าแสดงตัวต่อนายหยู ซิน ฉี ขณะที่เจ้าตัวเดินออกมาจากบ้านพัก จากนั้นได้แจ้งข้อมูลถึงสาเหตุการขอเชิญตัวไปสอบถามข้อมูล ซึ่งนายหยู ซิน ฉี ได้ให้ความร่วมมือ ขึ้นรถของตำรวจสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองออกจากหมู่บ้านไป เพื่อให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ อาคารสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง-เมืองทองธานี
ส่วนการตรวจค้นบ้านพัก ขณะนี้ยังรอศาลอนุมัติหมายค้น เพื่อนำแสดงก่อนเข้าตรวจค้นภายในบ้าน ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น อยู่ในเนื้อที่ขนาด 80 ตารางวา อยู่ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งบนถนนจตุโชติย่านวัชรพล-วงแหวน
ตำรวจเปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นว่า ไม่สามารถระบุได้ว่าบ้านพักหลังนี้ใช้เป็นที่ตั้งของสมาคมหรือไม่ เบื้องต้นพบว่าบ้านหลังนี้นายหยู ซิน ฉี อาศัยอยู่เพียงลำพัง
ส่วนเรื่องความผิดแยกเป็น 2 ส่วน คือ การจัดตั้งสมาคมโดยไม่มีใบอนุญาตเป็นหน้าที่ของกรมการปกครองที่จะต้องไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับตำรวจ สน.คันนายาว เพราะตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่าไม่มีการขอใบอนุญาตในการจัดตั้งสมาคม
ขณะที่ความผิดเกี่ยวตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสอบถามข้อมูลจากเจ้าตัวและรอผลการตรวจสอบค้นบ้านพัก เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานพิจารณาความผิด
ด้านนายพิพัฒน์ยชญ์ วัชฤทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนกำกับและตรวจสอบ สำนักสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง ยอมรับว่าไม่เคยได้ยินชื่อของมูลนิธิหยู ซิน ฉี กระทั่งปรากฏเป็นข่าว ประกอบกับข้อมูลจากนายชูวิทย์ โพสต์เผยแพร่ แจ้งเบาะแสความน่าสงสัยของการจัดตั้งและการดำเนินการของมูลนิธิ
เมื่อตรวจสอบข้อมูลในสารบบทะเบียนการจัดตั้งมูลนิธิของกรมการปกครอง พบว่าไม่มีประวัติการขอขึ้นทะเบียนการจัดตั้งสมาคม มูลนิธิ จึงเข้าข่ายความผิดการตั้งมูลนิธิโดยไม่มีใบอนุญาต

