พบหลักฐานสำคัญค้นบ้าน “หยู ซิน ฉี” ชัดๆ เตรียมแจ้ง 3 ข้อหาหลัก(คลิป)

18.02.23 | 13:21 น.

พบหลักฐานสำคัญค้นบ้าน “หยู ซิน ฉี” เตรียมแจ้ง 3 ข้อหาหลัก ดำเนินคดีจบแล้วผลักดันพ้นไทยขึ้นแบล็กลิสต์ห้ามเข้าถาวร

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ภาคภูมิพิพัฒน์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผบช.สตม.สั่งการให้ พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รองผบก.ศูนย์เทคโนโลยี ตม. สนธิกำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และสน.คันนายาม คุมตัว นาย หยู ซิน ฉี ประธานมณฑลส่านซี สมาคมแห่งประเทศไทย ออกจากห้องกักภายในสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สวนพลู เพื่อไปค้นหาพยานหลักฐาน ในกรณีที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองและนายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล เปิดเผยเรื่องราวว่า มีการจัดตั้งสมาคมไม่ถูกต้องและมีการแอบอ้างเบื้องสูง และ ผู้นำประเทศ ในการแสวงหาผลประโยชน์

โดยเจ้าหน้าที่ตรวจค้น 2 จุด จุดแรกตรวจค้นบ้านพัก ตั้งอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งบนถนนจตุโชติย่านวัชรพล -วงแหวน ซึ่งเป็นที่พักของนาย หยู ซิน ฉี จากการตรวจค้นพบเอกสารสำคัญ และรูปถ่ายนาย หยู ซิน ฉี กับบุคคลสำคัญ จำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เพื่อตรวจสอบ และจุดที่สองตรวจค้นที่ตั้งมณฑลส่านซี สมาคมแห่งประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากซอยเสนานิคม1 ซ.6 โดยจุดนี้ไม่พบหลักฐานสำคัญแต่อย่างใด

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จากการตรวจค้นวันนี้เจ้าหน้าที่ ได้ทำการตรวจยึดพยานหลักฐานเอกสารสำคัญรวมถึงภาพถ่ายของนาย หยู ซิน ฉี ที่ถ่ายรูปคู่กับบุคคลสำคัญ ตลอดจนหลักฐานการเรี่ยไรเงิน ที่นาย หยู ซิน ฉีนำไปใช้แอบอ้าง ซึ่งการที่เขาสามารถเปิดสมาคมได้ สำหรับคนจีนด้วยกันถือว่าการตั้งสมาคมเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ มีหน้ามีตา จากนั้นเขาจะสมาคมเป็นฉากหน้า เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้คนจีนด้วยกันได้เห็น ก่อนจะมีการถ่ายรูปบุคคลสำคัญ ถ่ายรูปผู้ใหญ่ เพื่อนำไปใช้กระทำความผิดหลอกคนจีนในไทยเพื่อเรี่ยไรเงิน

จากการตรวจค้นในวันนี้เจ้าหน้าที่เตรียมรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อที่จะแจ้งข้อกล่าวหากับนาย หยู ซิน ฉี ประกอบ ไปด้วยสามข้อหาหลัก คือ ความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์,พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร , การตั้งสมาคมเถื่อนหรือจัดตั้งสมาคมโดยไม่มีใบอนุญาต อย่างไรก็ตามเพิกถอนวีซ่าของนายหยู ซิน ฉี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนของทางพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลคันนายาวซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยชาวจีนรายนี้จะต้องถูกดำเนินคดีในไทยและจะทำการผลักดันออกนอกประเทศพร้อมกับขึ้นบัญชีแบล็คลิสต์เป็นการถาวร ห้ามเดินทางเข้าประเทศอีกต่อไป

Advertisement