ต้นตอ “ไวรัสมาร์บวร์ก” ดร.วสันต์ เผย เป็นเชื้อเก่าเคยทำนักวิจัยติดเชื้อกว่า 30 คน คาด “เควทอเรียลกินี” ติดเชื้อจาก “ศพ” ชี้ อาการเหมือนซอมบี้ อัตราเสียชีวิตถึง 88% ยังไม่มียาเฉพาะ แต่ถ้ารักษามีคุณภาพ ก็มีโอกาสรอด
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึง “โรคติดเชื้อไวรัสมารบวร์ก” (Marburg virus disease) ในประเทศอิเควทอเรียลกินี (Equatorial Guinea) ว่า สำหรับที่มาของไวรัสมาร์บวร์กมีรหัสพันธุกรรมเดียวกันกับเชื้อไวรัสอีโบลา เกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2510 ในทวีปแอฟริกาที่คาดว่ามีที่มาจากลิง จากนั้นศูนย์วิจัยในเมืองมาร์บวร์ก ประเทศเยอรมนี ได้นำเข้าลิงจากแอฟริกา มาทำการวิจัย แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีนักวิจัยติดเชื้อกว่า 30 ราย และเสียชีวิต 9 ราย ทำให้เกิดความพยายามในการแยกไวรัสชนิดนี้ออกมาแล้วระบุเป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังพบการระบาดประปรายในทวีปแอฟริกา ข้อมูลปัจจุบันพบว่าอัตราการเสียชีวิต ร้อยละ 22-88 โดยล่าสุดที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศข้อมูลแจ้งเตือนแต่ละประเทศ เนื่องจากพบการติดเชื้อในประเทศเควทอเรียลกินี 16 ราย เสียชีวิต 9 ราย ผู้ป่วยสงสัยอีก 6-7 ราย ซึ่งการสอบสวนโรคพบว่า ผู้เสียชีวิตมีประวัติไปร่วมงานศพของผู้ป่วยไม่ทราบโรค และพิธีกรรมของแอฟริกาจะมีการอาบน้ำศพ กอดศพก่อนฝังลงดิน จึงคาดว่าเป็นสาเหตุของการแพร่เชื้อ
“ไวรัสมาร์บวร์กจะต่างจากไวรัสโควิด-19 ที่เราพูดกันว่าศพไม่แพร่เชื้อ เพราะไวรัสโควิดเป็นเชื้อที่อยู่ในปอดและไม่รุนแรงเท่าไวรัสมาร์บวร์กที่มีความรุนแรง เชื้อมีความทนทานมากกว่าไวรัสโควิดมาก ดังนั้น สามารถแพร่เชื้อได้ทั้งที่ยังมีชีวิต และตอนที่เป็นศพ ดังนั้น การทำศพต้องระวังมากๆ ต้องเผาเท่านั้น” ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ กล่าว
ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ กล่าวต่อว่า ยาและวัคซีนเฉพาะโรคไวรัสมาร์บวร์ก ยังอยู่ระหว่างการทดลองในสัตว์ทดลอง ทั้งนี้ ความสำคัญคือ หากติดเชื้อแล้วได้รับการรักษาที่มีคุณภาพก็จะไม่เสียชีวิต อย่างผู้ป่วยบางรายในแอฟริกาเดินทางไปประเทศอังกฤษ แล้วพบว่าติดเชื้อ ได้รับการรักษาก็ไม่เสียชีวิต กลับกันคือ ถ้าอยู่ในพื้นที่ห่างไกลแล้วไม่ได้รับการรักษาขณะที่อยู่ในระยะฟักตัว 2-14 วัน ร่างกายจะเริ่มขาดน้ำ ปวดหัว เลือดออกตามอวัยวะ อาเจียนและขับถ่ายเป็นเลือด อาการในช่วงนี้จะเหมือน “ซอมบี้” เพราะร่างกายที่ขาดน้ำ ตาจะโบ๋ หมดแรง เดินช้า แต่ไม่ได้ออกมาวิ่งกัดคนเหมือนในหนัง จากนั้นจะเสียชีวิต
“โรคไวรัสมาร์บวร์ก ถ้าติดเชื้อแล้วจะมีอาการหนัก หลบไม่ได้เหมือนโควิด-19 ที่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ ทั้งนี้ สิ่งที่ประเทศไทยต่างๆ รวมถึงไทยจะต้องทำคือ เฝ้าระวังกลุ่มผู้ที่มาจากประเทศอิเควทอเรียลกินี และใกล้เคียง หากมีอาการป่วยเข้าข่าย ก็จะต้องรีบรายงานไปยังกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข หากมีป่วยจริงๆ ก็สามารถเข้ารักษาที่สถาบันบำราศนราดูร ได้ทันที เพราะมีความปลอดเชื้อความดันลบอยู่” ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ กล่าว
หัวหน้าศูนย์จีโนมฯ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่โรคจะมาถึงไทย ขึ้นอยู่กับการระบาดในประเทศอิเควทอเรียลกินี และจำนวนผู้ที่เดินทางจากอิเควทอเรียลกินีเข้าไทย แต่ปัจจุบันยังมีการเดินทางมาไทยน้อยมาก เราก็ต้องติดตามข้อมูลต่อไป ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทันสมัย ทางแอฟริกาเองก็เฝ้าระวังผ่านแอพพลิเคชั่น เพื่อดูว่ามีการะบาดในชุมชนใดหรือไม่ ดังนั้นการควบคุมโรคในยุคนี้ดีกว่าเมื่อก่อนมาก

