กทม. เสวนาถอดบทเรียนแผ่นดินไหว เตรียมติดเครื่องวัดการสั่นในอาคารสูง พร้อมปรับปรุงอาคารเก่ารับแผ่นดินไหว เริ่มที่ รพ.กทม.
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ห้องโถงชั้น 1 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานเปิดงานเสวนาวิชาการ “แผ่นดินไหวตุรกี กทม.พร้อมแค่ไหน”
โดยมี ผู้ร่วมร่วมเสวนา ประกอบด้วย ศ.ดร.นคร ภู่วโรดม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา สาขาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ดร.ธนิต ใจสอาด วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาอาคาร ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาคาร (ศ.วอ.) สำนักควบคุมและตรวจสอบอาคาร กรมโยธาธิการและผังเมือง และนายภุชพงศ์ สัญญโชติ หัวหน้าสถานีดับเพลิงและกู้ภัยลาดยาวกองปฏิบัติการดับเพลิงและกู้ภัย 3 กทม. ในฐานะหัวหน้าทีม USAR Thailand และ นส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ กล่าวว่า เปลือกโลกเหมือนแผ่นเปลือกส้มที่นำมาประกอบกัน ซึ่งประเทศตุรกี มีรอยเลื่อนอนาโตเลียน มีการเฉือนกันของเปลือกโลก โดยนักวิชาการได้ทำนายไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวระดับ 8 แต่เกิดขึ้นจริงระดับ 7.8 ซึ่งไม่ได้มีการออกกฎควบคุมอาคารรองรับแผ่นดินไหวระดับที่ทำนายไว้
สำหรับประเทศไทยไม่ได้ตั้งอยู่บนแนวรอยต่อของเปลือกโลก แต่อยู่ใกล้กับรอยเลื่อนอันดามัน และรอยเลื่อนสกาย ประเทศเมียนมาร์ โดยเวลาชนของเปลือกโลกจะเกิดรอยเลื่อนขนาดเล็ก ซึ่งในประเทศไทยมี 16 รอยเลื่อนที่มีพลัง จากการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี รอยเลื่อนที่มีพลังในประเทศไทย อาจจะเกิดแรงแผ่นดินไหวสูงสุดระดับ 7
“กรุงเทพฯ เป็นพื้นดินอ่อน โดยรอยเลื่อนจ.กาญจนบุรี ที่อยู่ใกล้สุดมีโอกาสสร้างความรุนแรงในกรุงเทพฯ ได้ ส่วนรอยเลื่อนระยะไกล อาคารสูงสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือน หรืออาจจะเกิดความเสียหายได้ แผ่นดินไหวที่ประเทศลาว ขนาด 6.8 ทำให้อาคารสูงในกรุงเทพฯ มีความเสียหายที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก มีผนังเกิดรอยร้าว กระเบื้องพื้นหลุด ถ้าเกิดแผ่นดินไหวระดับ 7 ในจ.กาญจนบุรี เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ จะลดความรุนแรงลง แต่เนื่องจากเป็นดินอ่อน จังหวะของการสั่น อาคารสูงในระดับต่างๆจะมีการตอบสนองต่อความแรงด้วย
สำหรับที่ประเทศฟิลิปปินส์ มีกฎหมายให้อาคารสาธารณะติดเครื่องวัดสุขภาพอาคาร หรือ Building Health Monitoring ซึ่งถ้าอาคารมีความผิดปกติ จะมีการสั่งให้ปรับปรุงซ่อมแซม” รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ กล่าว
ศ.ดร.นคร ภู่วโรดม กล่าวว่า ความรุนแรงของการโยกตัวของอาคารจากแผ่นดินไหวขึ้นอยู่กับ ตัวอาคาร และชั้นดิน ภายใต้แผ่นดินไหวหนึ่ง แต่ละอาคารมีการตอบสนองแตกต่างกัน ซึ่งมีการปรับปรุงและแก้ไขมาตรฐานการออกแบบอาคาร ตั้งปี 2552 โดยมีการปรับปรุงระดับความเสี่ยงภัยทั่วประเทศ, การศึกษาดินอ่อนในกรุงเทพฯ ที่จะ การออกแบบอาคารสูง และการปรับปรุงมาตรฐานการใช้งานให้กับวิศวกร
“ให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยมีมาตรฐานที่ดี และมาตรฐานนี้จะถูกปรับปรุงได้ในอนาคต เมื่อมีข้อมูลใหม่ๆ สำหรับอาคารที่สร้างก่อนปี 2550 เป็นอาคารที่ต้านทานแรงลม อาจจะไม่สามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้ 100% ซึ่งต้องมีการสำรวจกลุ่มอาคารเสี่ยงก่อน และต้องมีการปรับปรุงต่อไป” ศ.ดร.นคร กล่าว

ดร.ธนิต ใจสอาด กล่าวว่า ในปี 2558 มีการแก้ไข พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ฉบับที่ 5 เพื่อเปิดช่องให้ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย ในการปรับแก้ไขทางเทคนิคได้รวดเร็วมากขึ้น พร้อมกับเน้นการควบคุมพื้นที่ตามค่าการศึกษาผลกระทบแผ่นดินไหว กำหนดให้การออกแบบสร้างอาคารในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวต้องควบคุมโดยวิศวกรตลอดเวลาการสร้าง เพื่อคำนวณความเสี่ยงและการออกแบบเพื่อรับแรงแผ่นดินไหว
“ส่วนอาคารที่ก่อสร้างก่อนปี 2550 เปิดโอกาสให้ดัดแปลงต่อเติมเพื่อป้องกันแผ่นดินไหวได้ โดยใช้แรงจูงใจเรื่องสิทธิทางภาษีให้เจ้าของอาคารที่ดำเนินการปรับปรุงอาคารตนเอง แต่ปัญหาคือ ยังไม่สามารถระบุได้ว่า อาคารใดมีความเสี่ยงอันตรายจริง ต้องวิเคราะห์อย่างละเอียด รวมถึงไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของอาคาร เนื่องจากการปรับปรุงมีค่าใช้จ่ายสูง และยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้เรื่องการปรับปรุงอาคารรองรับแผ่นดินไหว” ดร.ธนิต กล่าว
นายภุชพงศ์ สัญญโชติ กล่าวว่า จากการไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศตุรกี พบว่า แผ่นดินไหวระดับ 7.8 ไม่ว่าอาคารเก่าหรือใหม่ก็พังทั้งหมด โชคดีที่กรุงเทพฯ ไม่มีแผ่นดินไหวรุนแรง สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเข้าถึงพื้นที่และการบังคับใช้กฎหมาย จากประสบการณ์ในกรุงเทพฯ พบว่า เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้หรือสถานการณ์ใดก็ตาม มีหน่วยงานมากมายเข้าไปถึงพื้นที่ก่อนผู้ชำนาญการ ทำให้การทำงานสับสน ควรให้หน่วยที่มีหน้าที่ตรงตามวัตถุประสงค์เข้าไปในพื้นที่ก่อน เพื่อลดการสูญเสีย และสามารถช่วยชีวิตผู้ประสบภัยได้มากขึ้น เพราะแต่สถานการณ์มีความละเอียดอ่อน
“การเหยียบกระเบื้องแผ่นเดียว อาจทำให้ซากตึกที่ถล่มแล้ว ทรุดตัวซ้ำทับร่างผู้บาดเจ็บที่รอความช่วยเหลือใต้พื้นได้ หลายหน่วยงานที่เข้าไปในจุดเกิดเหตุ หากไม่มีความชำนาญอาจสร้างความสูญเสียเพิ่ม แต่ละหน่วยงานต่างความรู้ ต่างความชำนาญคนละด้าน ส่งผลต่อการช่วยชีวิตคน เช่น ในเหตุการณ์เดียวกัน วิศวกรมองอีกแบบ กู้ภัยมองอีกแบบ อาสาสมัครมองอีกแบบ การประสานงานจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง” นายภุชพงศ์กล่าว

ด้านนายวิศณุ ทรัพย์สมพล กล่าวปิดการเสวนาว่า กทม.จะเริ่มติดตั้งอุปกรณ์วัดการสั่นสะเทือนของอาคารสูง รวมถึงกำหนดให้อาคารที่สร้างก่อนปี 2550 ประมาณ 10,000 อาคาร ต้องมีการตรวจสอบเบื้องต้นและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันแผ่นดินไหว โดยจะเริ่มที่อาคารสำคัญก่อน เช่น โรงพยาบาล สังกัด กทม.สามารถปรับปรุงเพื่อรองรับแผ่นดินไหวเป็นตัวอย่างอันดับแรกได้ ก่อนขยายในวงกว้างมากขึ้นตามข้อมูลที่มี
“กทม.ไม่นิ่งเฉยกับเรื่องนี้ กำลังรวบรวมข้อมูลจากฝ่ายต่างๆ ที่เข้าร่วมเสวนา เพื่อนำมาใช้ในหน่วยงานของ กทม. รวมถึงวิเคราะห์ความเสี่ยงต่างๆ เพื่อเสนอต่อเจ้าของอาคารต่อไป โดยไม่มีการบังคับใช้ทางกฎหมาย ทั้งนี้ การปรับปรุงต่างๆ ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไปด้วย จึงต้องจัดหมวดหมู่ความสำคัญของอาคารต่างๆ ก่อนดำเนินการให้รอบคอบ” นายวิศณุกล่าว



