เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ห้องสมาคมพนักงานสอบสวน สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.ฐานะผอ.ศพดส.ตร. และนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ร่วมกันแถลงผลการช่วยเหลือหญิงสาวสัญชาติไทยถูกล่อลวงไปค้าประเวณีที่ประเทศเมียนมา
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. นางปวีณา พาหญิงสาวผู้เสียหาย 3 ราย ที่ถูกหลอกไปค้าประเวณีที่เมืองล๊อกกิ่ง ประเทศเมียนมาที่ประสานทหารไทย ทหารเมียนมา สถานทูตไทย เเละตำรวจไทยช่วยเหลือกลับมาเมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา เข้าพบ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพื่อขอให้ขยายผลติดตามจับกุมขบวนการค้ามนุษย์มาดำเนินคดี จากนั้นชุดปฏิบัติการ ศพดส.ตร. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนดำเนินการสืบสวนขยายผลเกี่ยวกับเครือข่ายค้ามนุษย์ข้ามชาติดังกล่าวรวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จากการสืบสวนของชุดปฏิบัติการฯทราบว่าผู้เสียหายรับการชักชวนจาก น.ส.ศิลาณี หรือ แนน ให้ไปทำงานบริการนั่งดื่มกับลูกค้าที่เมืองล๊อกกิ่ง โดยอ้างว่าใช้เวลาทำงานไม่นานมีรายได้สูง และไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
เมื่อผู้เสียหายตกลงรายละเอียดกันแล้ว น.ส.ศิลาณี จึงพากลุ่มผู้เสียหายไปที่หอพักแห่งหนึ่งพื้นที่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี พร้อมกับ นายสมเกียรติ แฟนหนุ่ม เพื่อรอไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิและต่อไปยังสนามบินเชียงใหม่ จากนั้นนายชัชวีร์ มารอรับกลุ่มผู้เสียหายพาไปพักคอยอยู่ที่หมู่บ้านอรุโณทัย พื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 1 คืน เพื่อรอเดินทางข้ามไปยังประเทศเมียนมา ซึ่งจะมีนายจายหาร ขับรถยนต์บรรทุกผลแตงโมมารับกลุ่มผู้เสียหายเพื่อส่งต่อให้กับนายซ่า, นางโหย่ง และ น.ส.อะเหลมะ กลุ่มคนชาวเขาบริเวณริมชายแดนไทย-เมียนมา ในพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อเดินข้ามช่องทางธรรมชาติเข้าไปประเทศเมียนมา จากนั้นจะมีกลุ่มชาวเมียนมาและอินเดีย รับช่วงต่อพากลุ่มผู้เสียหายไปส่งร้านคาราโอเกะภายในเมืองล๊อกกิ่ง ซึ่งมี น.ส.พิชญ์สินี ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลร้านและคนที่มาทำงาน แต่เมื่อผู้เสียหายไปถึงกลับถูกบังคับให้ไปค้าประเวณีแก่ลูกค้าในร้านดังกล่าว โดยระหว่างที่อยู่ภายในร้านจะมีกลุ่มชายติดอาวุธเฝ้าอยู่โดยตลอด ซึ่งผู้เสียหายทราบภายหลังว่า น.ส.ศิลาณี จะได้ค่านายหน้าในการพากลุ่มผู้เสียหายมาทำงานดังกล่าว จึงประสานขอความช่วยเหลือมายังมูลนิธิปวีณา ตำรวจและทหารไทย จนหลบหนีกลับมายังประเทศไทยได้โดยปลอดภัย
ต่อมาพนักงานสอบสวน สภ.พานทอง ภ.จว.ชลบุรี รวบรวมพยานหลักฐานจนขออนุมัติต่อศาลจังหวัดชลบุรีขอหมายจับผู้ต้องหาข้อหาร่วมกันค้ามนุษย์ 8 ราย คือ 1.น.ส.ศิลาณี ทำหน้าที่ ชักชวนกลุ่มผู้เสียหายให้ไปทำงานที่ประเทศเมียนมา และเป็นผู้ติดต่อประสานงานบุคคลต่างๆ เพื่อให้กลุ่มผู้เสียหายสามารถเดินทางไปทำงานที่ประเทศเมียนมา 2.น.ส.พิชญ์สินี ทำหน้าที่รับกลุ่มผู้เสียหายไปทำงานที่ร้านที่ประเทศเมียนมา (หลบหนี) 3.นายสมเกียรติ ทำหน้าที่พากลุ่มผู้เสียหายไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ
4.นายชัชวีร์ ทำหน้าที่ รับกลุ่มผู้เสียหายจากสนามบินเชียงใหม่ไปส่งที่ห้องพักในหมู่บ้านอรุโณทัย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 5.นายจายหาร สัญชาติเมียนมา ทำหน้าที่รับกลุ่มผู้เสียหาย จากห้องพักในหมู่บ้านอรุโณทัย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ไปส่งที่จุดข้ามแดนไปยังประเทศเมียนมา ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ 6.นายซ่า ทำหน้าที่พากลุ่มผู้เสียหายลักลอบข้ามไปยังประเทศเมียนมา 7.นางโหย่ง ทำหน้าที่พากลุ่มผู้เสียหายลักลอบข้ามไปยังประเทศเมียนมา 8.น.ส.อะเหลมะ มีหน้าที่พากลุ่มผู้เสียหายลักลอบข้ามไปยังประเทศเมียนมา (หลบหนี) ความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งบุคคลใด โดยข่มขู่ ใช้กำลังบังคับ ลักพาตัว ฉ้อฉล หลอกลวง ใช้อำนาจโดยมิชอบ ใช้อำนาจครอบงำบุคคลด้วยเหตุที่อยู่ในภาวะอ่อนด้อยทางร่างกาย จิตใจ การศึกษา หรือทางอื่นใดโดยมิชอบ ขู่เข็ญว่าจะใช้กระบวนการทางกฎหมายโดยมิชอบ หรือโดยให้เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นแก่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลบุคคลนั้น เพื่อให้ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลให้ความยินยอมแก่ผู้กระทำความผิดในการแสวงหาประโยชน์จากบุคคลที่ตนดูแล” เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับแล้ว 6 ราย ส่วนอีก 2 ราย หลบหนีอยู่ในประเทศเมียนมา
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มเครือข่ายค้ามนุษย์จะใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหายโดยการจูงใจว่าสามารถพาไปทำงานที่ต่างประเทศได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและจะได้รับรายได้สูง แต่เมื่อไปถึงกลับถูกบังคับให้ค้าประเวณีและไม่เคยรับรายได้ตามที่กล่าวอ้างไว้ จึงขอแจ้งเตือนประชาชน เพื่อให้รับทราบแผนประทุษกรรมของกลุ่มคนร้ายเหล่านี้ และหากพี่น้องประชาชนที่มีความต้องการไปทำงานต่างประเทศ ขอให้ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องและครบถ้วน จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จะดำเนินการปราบปรามกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์เหล่านี้อย่างจริงจัง และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องจนถึงที่สุดทุกราย

