เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ศาลปกครอง ถนนเเจ้งวัฒนะ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในคดีที่คุณหญิงณัษฐนนท ทวีสิน อดีตปลัด กทม. ยื่นฟ้อง กทม.,ผู้ว่าฯกทม.เเละรมว.มหาดไทยเป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 ขอเพิกถอนคำสั่งกรุงเทพมหานครที่ให้ชดใช้เงินจำนวน 429,977,904.46 บาท ให้กับ กทม.จากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกรุงเทพมหานคร กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงพร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ทำให้มีการจัดซื้อในราคาที่สูงเกินความเป็นจริงก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ
จากบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รซอยก์ จํากัด ประเทศออสเตรีย เมื่อปี 2547
โดยศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 ก.ย.62 โดยให้เหตุว่า ข้อเท็จจริงในคดี รับฟังได้ว่า คุณหญิงณัษฐนนท อดีตปลัด กทม. เพียงลงนามผ่านเรื่องให้นายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าฯกทม.ในขณะนั้นอนุมัติตามคำสั่งของนายสมัคร ส่วนกรณีที่อ้างว่า คุณหญิงณัษฐนนท ไม่สั่งการให้มีการตรวจสอบในเรื่องภาษีอากรนำเข้ารถและเรือดับเพลิงจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญเหตุหนึ่งทำให้ กทม.ไม่สามารถนำรถดับเพลิงออกจากท่าเรือแหลมฉบังและต้องมีข้อพิพาทกับกรมศุลกากรนั้น เป็นผลมาจาก คตส.และ ป.ป.ช.ตรวจสอบการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง อุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยดังกล่าว และ กทม.ฟ้องคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าต่างประเทศกลางขอยกเลิกข้อตกลงซื้อขายรถ-เรือดับเพลิง อุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย กับบริษัท สไตเออร์ฯ จึงไม่มีตรวจรับรถ รวมทั้ง กทม.ไม่ได้หาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ชัดเจนและยุติโดยเร็ว เป็นเหตุรถ-เรือดับเพลิง อุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยเสื่อมสภาพ ดังนั้น การที่ ผู้ว่าฯ กทม.พิจารณาว่าคุณหญิงณัษฐนนท ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยรับฟังข้อเท็จจริงมาไม่ถูกต้องครบถ้วน และมีคำสั่ง กทม.ให้คุณหญิงณัษฐนนท อดีตปลัด กทม.ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่ง
ผู้ถูกฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คดี

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า แม้จะมีการเสนอหนังสือ ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2547 เลขที่เดียวกันจำนวน 2 ฉบับ ถึงผู้ฟ้องคดี เพื่อขอให้เสนอนายสมัคร พิจารณาอนุมัติตามข้อ 1-4 แต่เมื่อหนังสือฉบับแรกผู้ฟ้องคดีได้มอบหมายให้ ผู้อำนวยการสำนักการคลังพิจารณา และมีการพิจารณาตามลำดับชั้นการบังคับบัญชาก่อนที่จะเสนอนายสมัครอนุมัติ แต่นายสมัครไม่ได้ลงนามในหนังสือฉบับแรกส่วนหนังสือฉบับที่ 2 น่าเชื่อว่า เป็นการจัดทำขึ้นภายหลัง เพราะมีข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการลงนามการค้า ต่างตอบแทนและคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่อนุมัติให้ใช้ข้อตกลงฯ ที่กองอำนวยการกลางฯ (กรป.กลาง) เคยทำไว้เป็นข้อตกลงฯ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะทำในครั้งนี้เพิ่มเติมจากหนังสือฉบับแรก ผู้ฟ้องคดีก็ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักการคลังพิจารณา แต่ไม่ได้เสนอนายสมัครลงนามอนุมัติ ปรากฏว่านายสมัครกลับลงนามอนุมัติในหนังสือฉบับที่2นี้เสียเอง กรณีจึงถือว่า ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวก่อนที่นายสมัครจะลงนามอนุมัติแล้ว ส่วนขั้นตอน การลงนามในข้อตกลงซื้อขายฯ ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กับบริษัทสไตเออร์ฯ นั้น
ในส่วนนี้รับฟังได้ว่า เดิมสำนักงานกฎหมายและคดีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กทม.)พิจารณาจัดทำ ร่างข้อตกลงซื้อขายโดยใช้ข้อตกลงซื้อขายอะไหล่ยานพาหนะและสิ่งอุปกรณ์ก่อสร้างถนน สำหรับโครงการของ กรป.กลาง ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นแบบ ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือส่งทั้งร่างข้อตกลง ซื้อขายฯ ครั้งนี้ และข้อตกลงซื้อขายอะไหล่ดังกล่าวให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา เมื่อวันที่ 18 ส.ค.47 ต่อมา พลตำรวจตรีอธิลักษณ์ ถึงผู้ฟ้องคดีขอให้เสนอนายสมัครอนุมัติให้ใช้ข้อตกลงที่กรป. กลาง เคยทำไว้เป็นแบบสัญญาข้อตกลงซื้อขายในครั้งนี้ และขอให้ลงนามถึงสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อถอนการตรวจร่างข้อตกลงซื้อขาย โดยอ้างว่า บริษัทสไตเออร์ฯ ได้ส่งสำเนาข้อตกลงความเข้าใจในเรื่องการจัดหาสิ่งอุปกรณ์สายขนส่ง สิ่งอุปกรณ์สายช่างของออสเตรียให้แก่ กรป.กลาง ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลออสเตรีย ซึ่งข้อตกลงดังกล่าว ได้มีการตรวจร่างสัญญาจากอัยการสูงสุดเรียบร้อยแล้ว และมีลักษณะที่เหมือนการจัดซื้อ ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในครั้งนี้ และข้อ 132 วรรคสาม ของระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯกำหนดว่า ในกรณีที่ไม่อาจทำสัญญา ตามตัวอย่างที่ กวพ. กำหนดไว้ และจำเป็นต้องร่างสัญญาขึ้นใหม่ ต้องส่งร่างสัญญานั้น ให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาก่อน เว้นแต่หัวหน้าส่วนราชการเห็นสมควรทำสัญญา ตามแบบที่เคยผ่านการพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุดมาแล้ว ก็ให้กระทำได้ ผู้ฟ้องคดี จึงเสนอนายสมัครลงนามอนุมัติให้ใช้ข้อตกลงที่ กรป. กลางเคยทำไว้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ได้มีหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุดขอถอนการตรวจร่างข้อตกลงซื้อขาย วันเดียวกันนั้น นายสมัครได้ลงนามอนุมัติตามที่เสนอ และทำข้อตกลงซื้อขาย กับบริษัทสไตเออร์ฯเห็นว่า หนังสือดังกล่าว เป็นการอ้างว่ามีข้อเท็จจริงที่ใช้ในการจัดทำร่างข้อตกลงซื้อขายฯ เปลี่ยนแปลงไป และมี ข้อกฎหมายให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2ใช้ร่างข้อตกลงฯ ที่เคยผ่านการพิจารณาของ สำนักงานอัยการสูงสุดในครั้งนี้ได้ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหน้าที่ขอคืนร่างข้อตกลงซื้อขายจากสำนักงาน อัยการสูงสุดและเสนอผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้ใช้ข้อตกลงฯ ที่เคยผ่านการพิจารณาของสำนักงานอัยการ สูงสุดมาเป็นข้อตกลงซื้อขายฯ ในครั้งนี้ เพื่อให้สำนักงานกฎหมายและคดี ตรวจพิจารณาเรื่องดังกล่าวเสียก่อน แต่ปรากฏว่านายสมัครได้ลงนามในข้อตกลงซื้อขายกับ บริษัทสไตเออร์ฯ ในวันเดียวกับที่ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุดขอถอนร่างข้อตกลง ซื้อขาย โดยที่ผู้ฟ้องคดียังไม่มีโอกาสส่งเรื่องให้สำนักงานกฎหมายและคดีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตรวจพิจารณาก่อน
อีกทั้งเมื่อลงนาม ข้อตกลง ย่อมมีผลสมบูรณ์ไปแล้วนับแต่เวลานั้น การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีข้อทักท้วง หรือมีข้อโต้แย้งการลงนามในข้อตกลงซื้อขายฯ จึงหาใช่การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งปลัดกรุงเทพมหานครยังไม่มีข้อยุติว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1จะได้รับ ความเสียหายจากการดำเนินโครงการฯ หรือไม่ และผู้ฟ้องคดีได้เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 1 ต.ค.49ก่อนที่ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีหนังสือลงวันที่28 พ.ย.51 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แจ้งว่า การจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิงพร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นการจัดซื้อในราคาที่สูงเกินความเป็นจริง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ส่วนเรื่องภาระการเสียภาษี
นายอภิรักษ์ โกษะธิน ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ต่อจากนายสมัคร ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าได้ดำเนินการขอผ่อนผันเพื่อขอยกเว้นภาษีศุลกากรและภาษีมูลค่าเพิ่มจาก กรมศุลกากร เนื่องจากเป็นการจัดซื้อตามโครงการที่รับโอนภารกิจจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมาโดยตลอด ปัจจุบันอยู่ในระหว่างดำเนินการขออนุมัติยกเว้นภาษี จากกระทรวงการคลัง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการขอผ่อนผันการชำระภาษี ในระหว่างการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ดังนั้น ขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งปลัดกรุงเทพมหานคร จึงยังไม่อาจสั่งการตรวจสอบเรื่องที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องรับภาระในการเสียภาษี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่สามารถนำรถดับเพลิงออกจาก ท่าเรือแหลมฉบังและต้องมีข้อพิพาทกับกรมศุลกากรแต่อย่างใด พฤติการณ์การกระทำ ของผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามมาตรา 8ประกอบกับมาตรา 10แห่ง พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 คำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน จำนวน 429,977,904.46บาท จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามคำสั่ง กรุงเทพมหานคร เรื่อง ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
โดยสามารถอ่านรายละเอียดคำวินิจฉัยโปรดอ่านจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่แนบมา https://bit.ly/3XWi7bg

