3 เชฟดังปรุง “เมนูทรงโปรดในหลวงรัชกาลที่ 9” ใส่ปิ่นโตเถาบริการจิตอาสาและหน่วยงานรอบสนามหลวง

5.12.16 | 14:59 น.

เมื่อเวลา 10:00 น. วันที่ 5 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศโดยรอบพระบรมมหาราชวังและท้องสนามหลวงได้มีประชาชนจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศเดินทางมาต่อแถวเพื่อรอเข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท อย่างเนืองแน่นมากกว่าหลายวันที่ผ่านมา เนื่องด้วยเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ โดยประชาชนต่างสลับเปลี่ยนเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้สภาพอากาศบริเวณสนามหลวงมีเมฆครึ้ม อากาศเย็นสบาย สร้างความผ่อนคลายแก่ประชาชนที่มารอเข้าถวายสักการะเป็นอย่างมาก

ส่วนบรรยากาศโดยรอบนั้นผู้สื่อข่าวรายงานเจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งในและนอกเครื่องแบบ ได้คอยดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทั่วทั้งบริเวณ ประจำตามจุดต่างๆ โดยทำการตรวจค้นร่างกาย กระเป๋าสัมภาระ อาวุธและสิ่งผิดกฏหมาย รวมไปถึงตรวจบัตรประจำตัวประชาชนและหนังสือเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้าสู่บริเวณท้องสนามหลวง เพื่อปกป้องกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจปะปนเข้ามาในบริเวณดังกล่าว

สนามหลวง5ธันวา03

ขณะที่กลุ่มอาสาสมัคร จิตอาสา ยังคงสลับเปลี่ยนกันมาทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน โดยมีการมีบริการอาหาร น้ำดื่ม และบริการรับส่งตามจุดต่างๆ รวมไปถึงหน่วยแพทย์เคลื่อนที่คอยให้บริการแก่ประชาชนกระจายตามจุดต่างๆ รอบสนามหลวง

ต่อมาเวลา 10.30 น. บริเวณโรงครัวธรรมศาสตร์อาสา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้มีการจัดกิจกรรม “ชม-ชิม 9 เมนูทรงโปรดของในหลวงรัชกาลที่ 9” ทั้งนี้ภายในงานมีการสาธิตการทำ 3 เมนูทรงโปรดของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช โดย 3 เซฟชื่อดังได้แก่ 1.พริกกะเกลือ โดย เชฟดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์ 2.สปาเกตตี้มิลานเนส โดย เชฟเนตรอำไพ สาระโกเศศ และ 3.ไข่พระอาทิตย์ โดย เชฟนิพนธ์ มาสรังรอง

Advertisement

ทั้งนี้ นายเขมทัตต์ พลเดช นายกสมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรม ชม-ชิม 9 เมนูโปรดเพื่อความพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า การจัดงานในวันนี้เนื่องด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปริมทรมหาภูมิพลอดุยเดช ที่ได้ทรงงานเพื่อประโยชน์สุขแก่ปวงชนชาวไทยมาตลอดถ 70 ปี และทรงมีพระจริยวัตรที่งดงาม ไม่ฟุ่มเฟือย ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือ การกินอยู่อย่างพอเพียง

“ด้วยเหตุนี้ครัวธรรมศาสตร์อาสา จึงได้จัดสาธิตเมนูโปรดของในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปเป็นตัวอย่างในการกิน การอยู่ อย่างพอเพียง เรียนรู้การดำรงชีวิตที่เรียบง่ายตามแบบพระองค์ท่านผ่านทางศาสตร์แห่งการทำอาหาร” นายเขมทัตต์ กล่าว

ขณะที่ เชฟดวงฤทธิ์ กล่าวว่า สำหรับเมนูพริกกะเกลือ เป็นเมนูเก่าแก่ที่คนสมัยก่อนมักทำไว้ติดครัวที่บ้าน เพื่อนำมากินแกล้มข้าว เป็นอาหารที่ใช้วัตถุดิบพื้นบ้านไทยอย่างมะพร้าว ใบเตย คั่วให้ละเอียดแล้วนำมาคลุกเคล้ากับพริก และ เกลือ ให้เข้ากัน ที่สำคัญคือความหอมของเครื่องเทศเมื่อคลุกกับข้าวแล้วจะช่วยให้เจริญอาหาร

“โดยเหตุผลที่ในหลวงรัชกาลที่9 โปรดเมนูนี้ เพราะเป็นอาหารแห้งทำง่าย สะดวกต่อการพกพาในการเสด็จฯไปทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดาร สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ” เชฟดวงฤทธิ์ กล่าว

ด้าน เชฟเนตรอำไพ กล่าวว่า สำหรับเมนูที่สาธิตในวันนี้คือ สปาเกตตี้ มิลานเนส โดยในหลวงรัชกาลที่9 มักเสวยเมนูนี้ในช่วงบ่าย เพราะเป็นสปาเกสตี้ซอสผัก ที่อุดมไปด้วยผักนานาชนิด โดยเฉพาะมะเขือเทศ ที่มีสรรพคุณช่วยให้มีความสดชื่นระหว่างวัน โดยใครหลายคนอาจคิดว่าเป็นเมนูจากต่างประเทศ หากแต่เมนูนี้มีความเรียบง่ายเป็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงพระราชจริยวัตรของพระองค์ท่านอีกมุมหนึ่งให้ประชาชนได้เห็น

ด้าน เชฟนิพนธ์ กล่าวว่า ความพิเศษของเมนู ไข่พระอาทิตย์ คือ เป็นเมนูที่ในหลวงรัชกาลที่9 โปรดทำเสวยเองอยู่เป็นประจำเมื่อครั้งประทับอยู่ต่างประเทศ เพราะเป็นเมนูที่ทรงปรุงง่าย ใช้ส่วนผสมเพียงแค่ 3 อย่างเท่านั้น คือ ไข่ไก่ ซอสแมกกี้ และข้าวสวย จากนั้นจึงนำทั้ง3 อย่างมาผสมให้เข้ากัน แล้วทอดในน้ำมัน ที่สำคัญคือทรงเคยทำเมนูนี้พระราชทานแก่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ อีกด้วย

“ส่วนผสมง่ายๆ ทั้งสามอย่างของเมนูนี้โดยเฉพาะข้าว ที่พระองค์มักจะใช้ข้าวที่เหลือจากการเสวยในมื้อเช้ามาทำ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นได้ประจักษ์ชัดว่าพระองค์ทรงเป็นต้นแบบแห่งความพอเพียงอย่างแท้จริง”เชฟนิพนธ์ กล่าว

นอกจากนี้ยังมีอีก 6 เมนูทรงโปรด ได้แก่ บะหมี่หมูแดง, ผัดผักถั่วงอก ถั่วลันเตา ผัดผักคะน้า, ไชโป๊วผัดไข่ และหนำเลี๊ยบผัดหมู, พริกขิงปลาฟูเจ๊ซิม, หมูสะเต๊ะนายนะเจ้าดัง และตะโก้แห้ว ที่นำมาจัดแสดง พร้อมยังจัดเมนูทรงโปรดดังกล่าวใส่ปิ่นโต 4 ชั้น จำนวน 62 เถา นำออกไปบริการให้แก่จิตอาสาและหน่วยงานต่างๆ ที่ท้องสนามหลวง

สนามหลวง5ธันวา02