แพทย์หญิงเปิดเพจ ‘พักก้อน’ เล่านาทีเปลี่ยนสถานะเป็น ‘ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง’ รักษากว่า 6 เดือน วันนี้เข้าใจคนไข้กว่าเดิม
นับตั้งแต่ พญ.ณัฐรดา คชนันทน์ หรือ ลูกหมู เปิดเพจ พักก้อน จนถึงวันนี้ (28 กุมภาพันธ์) ก็รวมแล้ว 10 วัน ทว่าโลกโซเชียลยังร่วมส่งกำลังใจ ขอให้หมอหายจาก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ไวๆ
เพจดังกล่าวสร้างขึ้นเพื่อถ่ายทอดอาการป่วย “มะเร็งต่อมน้ำเหลือง” พร้อมแชร์ประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้ป่วยรับยาเคมีอาจเจอปัญหา โดย “หมอลูกหมู” เผยว่า เธอไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน เพิ่งเริ่มชีวิตการเป็น “แพทย์” เมื่อปี 2020 หรือ พ.ศ.2563 แต่แล้วได้กลายสถานะเป็น “คนไข้” หรือให้ชัดเจนคือ “คนไข้มะเร็ง” ช่วงปลายเดือนเมษายน 2565
เธอกล่าวตอนหนึ่งว่า วันดีคืนดีของชีวิตแพทย์ใช้ทุนปีสอง เราคลำได้ก้อนที่คอ โตเร็วจนส่องกระจกก็เห็นว่ามีก้อนปูดๆ ออกมา ไม่เจ็บ ไม่บวม ไม่แดง
สำหรับพวกเราชาวเมดดิซีนแล้ว ก้อนที่โตเร็วและไม่เจ็บ ดูไม่น่าจะเป็นก้อนที่เป็นมิตรได้เลย ก็เลยเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ
เรายังจำความรู้สึกที่เหมือนพื้นโลกที่เราเหยียบอยู่กำลังแตกออก เหมือนกับว่าเราจะหล่นวูบลงไปในช่องว่างที่มองไม่เห็น ตอนที่เราอ่านผลชิ้นเนื้อของตัวเองบนจอคอมพิวเตอร์ “Diffuse large B-cell lymphoma” มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่งที่ดุและโตเร็ว
ใน 1 ปี จะมี 6,000 คนทั่วโลกที่ถูกวินิจฉัยด้วยโรคนี้ ใน 8,000 ล้านคน เราอยู่ในกลุ่ม 6,000 คน ที่ถูกเลือก
บางทีเราก็สงสัยว่าทำไมชีวิตที่ผ่านมาถึงรู้สึกหนักอกหนักใจจังเลยนะ

ทุกอย่างเข้าใจได้ตอนเห็นผล CT scan เพื่อประเมินระยะของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองก่อนเริ่มรักษา มีก้อนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เซนติเมตรอยู่ในช่องทรวงอกของเรา อยู่ระหว่างปอดสองข้าง ใกล้ๆ กับหัวใจและพวงเส้นเลือดใหญ่ต่างๆ ที่รับเลือดเสียกลับเข้าหัวใจ และส่งเลือดดีออกไปเลี้ยงร่างกาย
เราถูกตามมาแอดมิตทันทีที่อาจารย์โรคเลือดเห็นผล CT scan คุณก้อนตัวดีโตจนไปกดเส้นเลือดใหญ่เราซะแล้ว อีกไม่ถึงสัปดาห์เราอาจจะหน้าบวม แขนบวม หายใจไม่ออก จากภาวะที่เรียกว่า “SVC syndrome”
และวันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่เราได้ทำงานในฐานะหมอ โดยไม่มีใครรู้เลยว่าเราจะได้กลับมาอีกมั้ย…
ก็นะ คำว่า “มะเร็ง” ทำให้ไม่มีใครกล้าพูดได้เต็มปากว่าเราจะได้กลับมา
6 เดือนผ่านไป คุณก้อนก็ทำให้เราได้พักผ่อน อยู่บ้านอย่างระมัดระวัง ไปรับยาเคมีบำบัดตามรอบ มีหน้าที่อีกอย่างคือห้ามติดเชื้อใดๆ เด็ดขาด รับยาเคมีบำบัดให้ครบตรงเวลา และที่ทุกคนของ่ายๆ “อย่าตาย”
ในวันนี้เราได้ยาเคมีบำบัดครบแล้ว การตรวจติดตามหลังรักษา อยู่ในสถานะโรคสงบ (in remission) เราได้กลับมาทำงานเต็มเวลา ได้กลับมารักษาคนไข้ และได้เป็นว่าที่แพทย์ประจำบ้านอายุรศาสตร์ ตามที่เคยฝันมาตลอดตั้งแต่เป็น นศพ.ปีห้า

ขณะที่ 2 วันก่อน พญ.ณัฐรดา เล่าถึงการรักษาด้วยเคมีตลอด 6 เดือนว่า วันนี้อยากมาเล่าเรื่องในมุมของหมอที่จับพลัดจับผลูเป็นคนไข้แบบงงๆ ให้ได้อ่านกันค่า
เดิมทีแล้วสำหรับเรามะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือ Lymphoma ก็เป็นแค่บทนึงในตำราเรียนที่จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เป็นคำวินิจฉัยนึงของคนไข้ที่อยู่ในความดูแล (ซึ่งแผนการรักษาก็มาจาก Hematologist หรืออายุรแพทย์โรคเลือดซะส่วนใหญ่)
การเขียนออเดอร์ neutropenic diet, งดผลไม้เปลือกบาง ก็เป็นแค่ความเคยชินที่ทำให้สำหรับผู้ป่วยที่มารับเคมีบำบัด จนวันนึงคุณมะเร็งก็เข้ามาอยู่ในชีวิตเรา อยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน กินด้วยกัน นอนด้วยกัน หายใจไปพร้อมกัน
หลายคนอาจจะสงสัยว่าในฐานะหมอ พอเราป่วยซะเองจะมีความคิดความรู้สึกต่างจากคนไข้ทั่วไปยังไงกันนะ? สำหรับตัวเราเอง ไม่ต่างเลยค่ะ 555 ออกจะกังวลมากกว่าคนไข้ทั่วไปด้วยซ้ำ
ตลอดเวลา 6 เดือนที่ป่วยและรับยาเคมีบำบัดเต็มไปด้วยความกังวล เพราะเราเห็นมาตลอดว่าถ้าคนไข้มะเร็งได้ยาเคมีบำบัดแล้วมีการติดเชื้อแทรกซ้อน อาการจะรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป เพราะฉะนั้นเวลาจะกินอะไร หรือจะทำกิจกรรมอะไร เรามักจะคิดภาพตัวเองนอนซมให้ยาฆ่าเชื้อใน ICU อยู่บ่อยๆ
ตอนยังทำงานอยู่เราก็ไม่ต่างกับหมอหลายคนที่อยู่เวรห้องฉุกเฉิน แล้วเจอคนไข้ที่มาด้วยภาวะที่ไม่ได้ฉุกเฉินจริง
ในช่วง 6 เดือนนั้น คนไข้ที่มีคำนำหน้าว่า “แพทย์หญิง” คนนี้ได้เข้าห้องฉุกเฉิน 2 ครั้ง และไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินที่อันตรายถึงแก่ชีวิตทั้งสองครั้ง ครั้งแรกที่บ้านพาไปส่งเพราะเพลียมาก หน้ามืด วัดความดันได้ 60/30 (พอไปวัดที่ ER ปกติซะเฉยๆ) ส่วนอีกครัังคือท้องเสีย ปวดท้อง pain score 10/10 พอไปตรวจจริงก็ปกติดี เป็นแค่อาการลำไส้แปรปรวน และทั้งสองครั้งที่ไปห้องฉุกเฉินนั้นไม่มีเจตนาอื่นใด นอกจากกลัวตายเท่านั้นแหละ
การเป็นคนไข้ซะเองทำให้เราเข้าใจคนไข้มากขึ้น

– เข้าใจคนไข้ที่มาห้องฉุกเฉินตอนตีสาม เพราะท้องเสีย ปวดท้อง แค่โรคลำไส้อักเสบธรรมดาที่ไม่ฆ่าใคร แต่มันสามารถปวด pain score 10/10 ได้จริงๆ ไม่มีใครอยากเข้าห้องฉุกเฉินหรอก ถ้าไม่กลัวตาย (ยกเว้นมาขอยาเดิม หรือขอใบรับรองแพทย์ตอนดึกๆ อันนั้นก็ยังไม่เข้าใจเหมือนเดิม)
– เข้าใจว่าผู้ป่วยมะเร็งทุกคนต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่ง และต้องการกำลังใจจากคนรอบข้างขนาดไหน การต่อสู้กับผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด การต้องระวังตัวเองตลอดเวลาไม่ให้ป่วย แต่ละวันมันไม่เคยง่ายเลย
– เข้าใจว่าทุกคำสั่งการรักษาที่เขียนไปมันส่งผลกระทบกับชีวิตคนไข้จริงๆ หลายๆ อย่างมันง่ายกับคนเขียน แต่ลำบากคนทำ เคยไม่เข้าใจว่าทำไมคนไข้เบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ได้ถึงไม่ยอมฉีดยาอินซูลิน จนถึงวันที่ตัวเองโดนฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว (เข้าใต้ผิวหนังคล้ายอินซูลิน) ยังรู้สึกว่ามันเจ็บ และมันลำบากจริงๆ แหละ
แม้ว่าตอนนี้โรคจะสงบ กลับมาทำงานเป็นหมอเหมือนเดิมแล้ว สถานะคนไข้ก็ยังต้องติดตัวไปอีกหลายปี เพราะยังต้องเข้ารับการตรวจติดตามเป็นระยะ (แน่นอนว่าก็ยังกังวลเหมือนเดิมทุกครั้งแหละ 555)
เราผ่านอะไรมาเยอะมากจริงๆ ค่ะ ทั้งประสบการณ์ที่ผมค่อยๆ ร่วงเป็นกระจุกจนหมดหัว ปวดกระดูกจนนอนร้องไห้ กินอาหารแล้วไม่รู้รสชาติจนยอมแพ้ที่จะกิน อ่อนเพลียมากจนเดินได้วันนึงไม่กี่ก้าว พอมาคิดจริงๆ ก็ไม่ใช่เราคนเดียวหรอกที่เคยต้องผ่านเรื่องแบบนี้มา
เรารู้สึกว่าตัวเองในฐานะหมอก็มีความเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน เราเรียนรู้ที่จะมองคนไข้เป็นมากกว่างานที่ต้องทำให้เสร็จ มีหลายครั้งที่เราเลือกจะนั่งลงข้างเตียงคนไข้ที่เพิ่งรู้ว่าเป็นมะเร็งเพื่อพูดว่า “กินข้าวเยอะๆ นะคะ หมอรู้ว่ากินไม่อร่อยหรอก แต่ถ้าร่างกายเราแข็งแรง ผลการรักษาก็จะดีขึ้นนะ”
วันนี้มาเล่าซะยาวเลย มีใครอ่านจนจบบ้างมั้ยน้า😅
ไว้ครั้งหน้าจะมาเล่าประสบการณ์การรับมือกับการสูญเสียผม หรือการใช้ชีวิตกับ picc line (เส้นให้ยาเคมีบำบัด) โดยไม่ติดเชื้อให้ฟังกันนะคะ
ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง ไว้พบกันใหม่ค่ะ 😊

