เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 4 สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ถ.พหลโยธิน ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยนายสุนทร พยัคฆ์ เลขาธิการ นายวีรศักดิ์ โชติวานิช อุปนายกฝ่ายเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรรมการประชาสัมพันธ์และรองเลขาธิการ นายสมพร คําพริก อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย นายสุชาติ ชมกุล อุปนายกฝ่ายกิจการพิเศษ สภาทนายความ นายสัญญาภัชระ สามารถ อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ และ นายวีระศักดิ์ บุญเพลิง กรรมการบริหารสภาทนายความ ภาค 3 ร่วมแถลงข่าว
นายวิเชียร กล่าวถึง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการ ทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ว่าเพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2564) จากการทรมานและการกระทำให้สูญหายโดยการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเป็นการ เพิ่มประสิทธิในการบังคับใช้กฎหมาย สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงจัดตั้ง “ศูนย์ให้ความช่วยเหลือ ประชาชนทางกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สภาทนายความใน พระบรมราชูปถัมภ์ (ในส่วนกลาง กรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาค ประจำสภาทนายความจังหวัดต่างๆในภาค 1 9)”
นายวิเชียร กล่าวต่อว่า การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวมีเครือข่ายเพียงพอ โดยจะใช้สภาทนายความทั้ง 9 ภาค สภาทนายความทุกจังหวัดในการรองรับการรับแจ้งจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบและพร้อมร่วมมือกับฝ่ายภาครัฐ จึงพร้อมจะช่วยเหลือในทันทีเพื่อำนวยความยุติธรรม ทั้งนี้ทางสภาทนายพร้อมที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกระบวนการจับกุมของพนักงานสอบสวน เนื่องจากมองว่าตั้งแต่พนักงานสอบสวนไปจับกุมผู้ต้องหาสิทธิของผู้ต้องหาควรจะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนดังกล่าว หลังจากจับกุมแล้วทนายความควรเข้าไปมีบทบาทเพื่ออำนวยความยุติธรรม ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด มองว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเคารพและให้เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้วแม้จะมีบางมาตราที่บางหน่วยงานขอชะลอการใช้บังคับก็ตาม แต่คาดว่าจะมีผลในเร็วๆนี้
นายสัญญาภัชระ กล่าวว่าเรื่องดังกล่าวเป็นกฎหมายที่สำคัญที่จะมีผลกับ กระบวนการพิจารณาที่จะเปลี่ยนแปลงต่อไปจากนี้ เพื่อเป็นการรักษาซึ่งสิทธิมนุษยชนมากขึ้น สภาทนายความมีสภาทนายความประจำจังหวัดที่พร้อมจะรับเรื่องร้องเรียนและให้เข้าช่วยเหลือคนที่ได้รับความเดือดร้อนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่ปฏิบัติตามกฎหมาย อีกเรื่องที่จะทำควบคู่กันก็คือการให้ความรู้กับประชาชนในระดับจังหวัด เพื่อให้เข้าถึงเจตนารมณ์ และการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติตามกฎหมายที่แท้จริง และกรณีที่มีเหตุขอความช่วยเหลือที่ศูนย์ส่วนกลางเราสามารถดำเนินการที่สภาทนายความแห่งนี้ได้เลย ส่วนของภูมิภาคจะมีกรรมการบริหารภาค และประธานสภาทนายความทุกจังหวัด ทุกเขตอำนาจศาลพร้อมที่จะรับผิดชอบช่วยเหลือประชาชนในเรื่องดังกล่าว
โดยศูนย์ให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายในการป้องกันและ ปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้ 1. รับแจ้งขอความช่วยเหลือทางกฎหมายจากประชาชนในเหตุการณ์ทรมาน การกระทำโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย
2. ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนในการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยุติการกระทำใน การกระทำที่ โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย
3. ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการ กระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
4. ทําหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
5. เสนอความเห็นต่อสภาทนายความและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้ บุคคลสูญหาย
6. กำหนดนโยบาย แผนงาน มาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการทรมานการกระทำหรือลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทำให้บุคคลสูญหายของสภาทนายความ
7. ตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำ ให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เพื่อเสนอสภาทนายความและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการ กระทําให้บุคคลสูญหาย
8. หน้าที่อื่นๆที่เกี่ยวข้องและได้รับมอบหมายจากสภาทนายความ
ทั้งนี้การจัดตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการ กระทําให้บุคคลสูญหายของสภาทนายความดังกล่าว เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาสภาทนายความ ได้ให้ความช่วยเหลือและติดตามเรื่องของทนายความสมชาย นีละไพจิตร ถูกอุ้มหาย เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 โดยศาล อาญามีคำพิพากษายกฟ้อง ส่วนเรื่องการสูญหายอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ รับเป็นคดีพิเศษ โดย ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

