กทม.รุกลดฝุ่น ตั้งเป้า ‘เผาเป็น 0’ ที่ปรึกษาชัชชาติเปิดเหตุผล ยังไม่สั่งห้าม ‘รถบรรทุกควันดำ’

8.03.23 | 17:59 น.
แฟ้มภาพ

กทม.ตั้งเป้า ‘เผาต้องเป็น 0’ เร่งลด PM2.5 เชิงรุก ที่ปรึกษาชัชชาติ เปิดเหตุผล ยังไม่ห้ามรถบรรทุกควันดำวิ่ง

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว “มติชน” ถึงแนวคิดป้องกันฝุ่น PM2.5 ด้วยการห้ามรถบรรทุกที่ไม่ได้มาตรฐานเข้าพื้นที่ กทม.ว่า ขณะนี้ยังไม่มีแนวทางการห้ามรถบรรทุกวิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ เนื่องจากประเมินแล้วว่า ถ้ามีการห้ามรถบรรทุกวิ่งจริงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และไม่ได้ทำให้ปริมาณฝุ่น PM2.5 ลดลง เนื่องจากต้องมีการถ่ายสิ่งของจากรถบรรทุกมาเป็นรถกระบะจำนวนหลายคัน ซึ่งรถกระบะก็สร้างมลพิษเยอะเช่นกัน อีกทั้งรถกระบะจำนวนหลายคันทำให้เกิดรถติดในกรุงเทพฯ มากขึ้นอีก ซึ่งรถอยู่บนถนนนานขึ้น ปริมาณฝุ่น PM2.5 ก็เพิ่มสูงขึ้น

นายพรพรหมกล่าวว่า สำหรับมาตรการเชิงรุก กทม.มีการตรวจรถควันดำตามจุดต่างๆ โดยร่วมกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จากเดิม 14 จุด เพิ่มเป็น 20 จุด ในช่วงฤดูฝุ่น PM2.5 ส่วน การตรวจรถควันดำในสถานประกอบการต่างๆ และรณรงค์อย่างต่อเนื่อง เช่น ไซต์ก่อสร้าง แพลนต์ปูน โดยบริษัทแพลนต์ปูน กว่า 90% ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบควันดำจากรถโม่ปูนอย่างเข้มงวดมากขึ้น ส่วนรถยนต์ทั่วไปได้ร่วมมือกับ ตำรวจจราจร และกรมควบคุมมลพิษ ตรวจควันดำอย่างต่อเนื่อง

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์

ส่วนลดการเผาชีวมวลในพื้นที่กรุงเทพฯในเขต หนองจอก มีนบุรี คลองสามวา ลาดกระบัง ทางสำนักพัฒนาสังคมได้ลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว สนับสนุนนำเครื่องอัดฟางข้าวมาใช้หลังเก็บเกี่ยว เพื่อลดการเผาตอซังข้าว หรือในอนาคตอาจจะมีการสนับสนุนค่าน้ำมันในการอัดฟางข้าว

“ตั้งเป้าการเผาในกรุงเทพฯ จะต้องเป็น 0 ให้ได้เร็วที่สุด อะไรที่ช่วยได้ก็ต้องช่วย ส่วนพื้นที่นอกเขตกรุงเทพฯ ต้องเป็นการประสานระหว่างจังหวัด” นายพรพรหมกล่าว

Advertisement

นายพรพรหมกล่าวถึง การพยากรณ์ปริมาณฝุ่น PM2.5 ในวันพรุ่งนี้ (9 มีนาคม) ว่าจะยังคล้ายกับวันนี้ เนื่องจากอัตราการระบายอากาศต่ำ ทิศทางลมมาจากฝั่งตะวันออก ซึ่งได้พัดนำควันจากการเผาชีวมวลเข้ามา ส่วนตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคมเป็นต้นไป อัตราการระบายอากาศจะดีขึ้น ทิศทางลมมาจากฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นลมจากทะเล

ด้าน นายไพโรจน์ จันทรอด ผู้อำนวยการเขตหนองจอก เปิดเผยถึงกรณีพบจุดฮอตสปอตจำนวน 4 จุด ในพื้นที่เขตหนองจอก เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมาว่า การเผาทั้ง 4 จุด เกิดในพื้นที่รกร้าง ซึ่งได้มีการประสานงานกับสถานีดับเพลิงและกู้ภัยหนองจอก อาสาสมัครกู้ภัยราชพฤกษ์ อาสาสมัครกู้ภัยพยัคฆ์ดำ โดยใช้รถน้ำของเขตในการดับไฟ ส่วนวันนี้ยังไม่ได้รับแจ้งว่ามีจุดฮอตสปอตในพื้นที่

ไพโรจน์ จันทรอด

“สำหรับมาตรการป้องกันการเผาในพื้นที่ ส่วนแรกในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ได้มีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเต็มอัตรา ต่อมาได้มีการทำหนังสือขอความร่วมมือกับเจ้าของที่ดิน ให้ดูแลไม่ให้เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการลักลอบเผาจากคนเก็บขยะ เผาเพื่อเอาลวดทองแดงแล้วเกิดไฟลุกลาม” นายไพโรจน์เผย

นายไพโรจน์กล่าวต่อว่า ส่วนที่สองในพื้นที่เกษตรปลูกข้าว ได้มีการประชุมทำความเข้าใจกับเกษตรกร ขอความร่วมมือไม่ให้เผาตอซังข้าว พร้อมรณรงค์ให้ขายฟางข้าวแทน โดยมีการติดต่อกับผู้ประกอบการทำก้อนฟาง ซึ่งให้ราคาขายก้อนละ 4 บาท ทำให้เกษตรกรไม่ต้องเผาตอซังข้าว พร้อมสร้างรายได้จากการขายก้อนฟาง หรือไม่เกษตรกรจะไถ่กลบตอซังข้าวเป็นปุ๋ยต่อไป

เอกวรัญญู อัมระปาล

ด้าน นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม.มีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ อยู่ตลอด ในการช่วยลดการเกิดฝุ่น PM2.5 พร้อมกับการตรวจสอบเชิงรุกตามสถานประกอบการต่างๆ ทั้ง ไซต์ก่อสร้าง แพลนต์ปูน โรงงานอุตสาหกรรม แต่ก็ยังพบกิจกรรมการเกิดฝุ่น โดยประชาชนสามารถแจ้งผ่านทราฟฟี่ฟองดูว์ได้

ส่วนการแจ้งเตือนสามารถรับการแจ้งเตือนผ่านทาง LINE ALERT หรือ LINE OA @airbangkok ส่วนการดูแลรักษา ได้มีการเปิดเปิดคลินิกมลพิษทางอากาศใน 6 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ โรงพยาบาลสิรินธร และล่าสุดคือโรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ฯ ส่วนในโรงเรียนของ กทม.ได้จัดห้องเรียนปลอดฝุ่น ซึ่งได้ติดตั้งเครื่องกรองอากาศไว้ภายในห้อง

นายเอกวรัญญูกล่าวว่า สำหรับแผนการตรวจ แหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ของ กทม.ในวันที่ 8 มีนาคม ประกอบด้วย สถานประกอบการ/โรงงาน 134 แห่ง 21 เขต สถานที่ก่อสร้างสำนักการโยธา กทม. 44 แห่ง สถานที่ก่อสร้างเอกชน 22 แห่ง 5 เขต แพลนต์ปูน 22 แห่ง 4 เขต ตรวจควันดำรถ (ต้นทาง) 2 แห่ง 2 เขต จุดตรวจจับรถปล่อยควันดำ 0 จุด