สปสช. เผย ปี 2565 กองทุนบัตรทอง มีผู้ป่วยโรคไตในระบบ 6.2 หมื่นคน ขณะที่นโยบาย ‘ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังเลือกวิธีฟอกไตแบบที่เหมาะสมได้ทุกคน’ ดูแลผู้ป่วยโรคไตแล้ว 1.7 หมื่นคน
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ที่ผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท ได้บรรจุให้การดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบดูแล โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2551 จากนโยบาย “ล้างไตผ่านช่องท้องเป็นทางเลือกแรก” (CAPD First Policy) ด้วยขณะนั้นยังมีข้อจำกัดทั้งในด้านงบประมาณ หน่วยบริการล้างไตด้วยเครื่องฟอกไตเทียม และบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลยังไม่เพียงพอ ซึ่งการล้างไตผ่านช่องท้องนั้นผู้ป่วยสามารถทำเองที่บ้านได้ มีความสะดวก ไม่ต้องไปรับบริการที่หน่วยบริการ ดำเนินการควบคู่กับสิทธิประโยชน์ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในรายที่ไม่สามารถใช้วิธีล้างไตทางช่องท้องได้ และการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ทำให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายทั่วประเทศได้เข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึง
“สำหรับสิทธิประโยชน์ดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง สปสช.ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง นอกจากครอบคลุมบริการที่จำเป็นแล้ว เช่น น้ำยาล้างไตซึ่งจัดส่งให้ผู้ป่วยที่บ้าน ยากระตุ้นเม็ดเลือดแดง (EPO) บริการล้างไตด้วยเครื่องอัตโนมัติ (APD) ที่ทำให้ผู้ป่วยล้างไตขณะหลับช่วงเวลากลางคืนได้ และสามารถทำงาน หรือเรียนเป็นปกติในช่วงกลางวัน นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการนโยบาย ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังเลือกวิธีฟอกไตแบบที่เหมาะสมได้ทุกคน ที่เริ่มตั้งแต่ 1 ก.พ. 2565 เพื่อให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในระบบ ตัดสินใจร่วมกับแพทย์เลือกวิธีฟอกไตที่เหมาะสมได้ทุกคน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เปิดให้ผู้ป่วยร่วมตัดสินใจเลือกวิธีล้างไตกับแพทย์ นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของระบบบัตรทอง 30 บาท” นพ.จเด็จกล่าว
เลขาธิการ สปสช.กล่าวว่า จากข้อมูล สปสช. ปี 2565 บัตรทองดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังฯ 62,478 คน แยกเป็นผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้อง 18,478 คน ล้างไตผ่านช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ 1,234 คน และผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 40,086 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยฟอกไตตามนโยบายใหม่นี้ 17,000 คน นอกจากนี้ มีผู้ป่วยผ่าตัดปลูกถ่ายไต 146 คน และผู้ป่วยรับยากดภูมิหลังปลูกถ่ายไต 2,534 คน

