เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 7 ธันวาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเดินทางมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) คณะรองผบ.ตร. ผู้ช่วยผบ.ตร. ให้การต้อนรับ โดยนายกรัฐมนตรีได้ตรวจแถวกองเกียรติยศตำรวจสันติบาล จากนั้นถวายสักการะหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ก่อนประชุมติดตามความคืบหน้าการปฏิรูปตำรวจที่ห้องศรียานนท์ อาคาร 1สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้นับแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกว่า 2 ปี เป็นครั้งแรกที่พล.อ.ประยุทธ์เดินทางมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และไม่มีการแจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใดกำหนดการมีขึ้นเมื่อช่วงสายของวันนี้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในที่ประชุมว่า ครั้งนี้ขอมาเยือนถึงถิ่น เรียกว่าเข้าถ้ำเสือหรือเปล่าไม่รู้ แต่คงไม่ใช่เสือหรอก เพราะเสือมีเพียงตัวเดียวนั้นคือประชาชน ไม่มีใครเป็นเจ้านายประชาชนทั้งตนและตำรวจก็ไม่ใช่นายของประชาชน แต่มีหน้าที่ดูแลรับใช้ประชาชน ตนไม่ต้องพูดอะไรมาก หรือพูดย้อนไป ที่ผ่านมาพอใจงานของตำรวจ พอใจผลงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เดินทางมาในครั้งนี้ก็เพื่อมาช่วยกันคิดช่วยกันทำว่าจะเดินหน้าพัฒนาอย่างไรเพื่อประเทศชาติของเรา เพื่อดูแลประชาชนและที่สำคัญเพื่อ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ของเราชาวไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมความคืบหน้าในการปฏิรูปตำรวจ จึงมีคณะทำงานขับเคลื่อน 10 ด้าน อาทิด้านการบริหาร งานบุคคลและเส้นทางการเติบโต ด้านการสอบสวนและบังคับใช้กฎหมาย ด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการเพื่อการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี ด้านป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ด้านนิติวิทยาศาสตร์ เป็นต้น โดยใช้เวลาประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง

นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังประชุมว่า ตนเดินทางมาที่ตร.ไม่มีอะไรพิเศษ เป็นนายกรัฐมนตรีจะไปที่ไหนก็ได้ ตนกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่แล้วจึงมาดู ติดตามเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ที่ผ่านมาแม้มอบหมาย พล.อ.ประวิตร ดูแล แต่ก็ไม่เคยทิ้ง ทุกอย่างก็หารือกันร่วมกันดูแล ทุกอย่างตนอนุมัติทั้งสิ้น วันนี้มาหารือเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งมีหลายส่วนร่วมกันคิดทั้ง สปท.และส่วนของตร.เอง โดยวันนี้คุยกันหลายเรื่องทั้งการบริหารทรัพยากรมุนษย์ ความเจริญก้าวหน้า การปรับย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การกำหนดมาตรฐานตำรวจต่างๆ เช่นหัวหน้าสถานีตำรวจควรมีคุณสมบัติอย่างไร กำหนดทุกอย่างให้ชัดเจน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องประเด็นความเป็นอยู่ รายได้ให้สามารถอยู่อย่างพอเพียง ด้วยเกียรติยศและศักดิ์ศรี ค่าตอบแทน เงินเดือน เงินเพิ่มในภารกิจพิเศษ ที่ต้องดูในส่วนของพลเรือน และทหารประกอบกันด้วย ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับงบประมาณที่มี ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย ตอนนี้คิดไว้ก่อน ถ้าเรามีเงินเพิ่มขึ้นเราก็เพิ่มให้ได้
“นอกจากนี้ยังดูแลเรื่องที่อยู่อาศัย อาวุธปืน วิทยุสื่อสารด้วย ทุกวันนี้ตำรวจหาเองหมด มันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร คลังอาวุธมีไหม อันนี้ต้องดูแลกัน ต้องทำ รัฐบาลนี้ไม่หวังให้ตำรวจอ่อนแอลง เราไม่ต้องการ แต่ต้องการให้เข้มแข็งมากที่สุด เพราะหน้าที่ตำรวจคือการรักษาความสงบภายใน ทั้งนครบาล ภูธร ตำรวจตะเวนชายแดนก็ดูแลชายแดนร่วมกับทหาร ทั้งหมดเหล่านี้งานตของตำรวจต้องชัดเจนขึ้น ฝากถึงสื่ออย่าตำหนิติเตียนกันมากนักเลย ปัญหาอะไรที่สื่อตำหนิ ต้องลด อย่าให้มีอีกอะไรที่ทุจริตผิดกฎหมายก็ต้องแก้ไปดูว่าเกิดจากอะไร ทำให้หายไปได้อย่างไร เรื่องงานสอบสวนก็ต้องแก้ไข สร้างความเชื่อมั่น สร้างสมดุลระหว่างตำรวจ อัยการ ศาล ร่วมถึงการพัฒนาฝึกฝนตำรวจ ซึ่งเท่าที่ฟังในวันนี้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามกรอบที่วางไว้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า การพัฒนาตำรวจจะทำไปพร้อมกับยุทธศาสตร์ชาติ พิจารณาควบคู่ไปกับโลกภายนอก รับอาชญากรรมทางไซเบอร์ ที่มาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ ต้องพัฒนาไปควบคู่กัน พัฒนาระบบการตรวจคนเข้าเมือง ให้ทันสมัย จัดซื้ออุปกรณ์ตรวจับใบหน้า ฟิงเกอร์ปริ๊นต์ พยายามจัดหาให้ตำรวจ ตอนนี้เพิ่งอนุมัติซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจใหม่ จัดหางบฯให้แล้ว รถสายตรวจจะเก่าๆโทรมๆไม่ได้ โดยต้องโปร่งใสในการจัดหาด้วย นอกจากนี้หารือการจัดหากล้องวงจรปิด สร้างแฟลตต่างๆ อนุมัติไปบ้างแล้ว โดยการจัดหาอุปกรณ์ต่างๆมาใช้ในงานความมั่นคงของตำรวจนั้นเราคำนึงถึงความก้าวหน้าของโลก โดยจัดการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะงบประมาณมีจำกัด อันไหนไม่มีงบฯทำไม่ทันก็ส่งต่อให้รัฐบาลหน้าทำต่อ ทั้งนี้ตน รัฐบาลต้องดูแลทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะกลุ่ม จะตำรวจหรือชาวนา ดูแลแค่เฉพาะไม่ได้ ตนให้ปลาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องให้เบ็ดตกปลาด้วย การดูแลกันเป็นไปตามยุทธศาสตร์พระราชทาน เศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9
“ผมพยายามหาตัวช่วยให้ตำรวจ เพราะตำรวจทำงานหนัก ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง อารมณ์เสียก็ไมได้ นี่ผมก็บอกแล้วต้องใจเย็นๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส ที่ผมช่วยได้คือดูแลทุกข์สุขให้ตำรวจให้มากที่สุด จะได้ไม่อารมณ์เสีย เวลาไปทำงานไปเจอแรงกดดันข้างนอก สื่อมวลชนก็ต้องช่วยกัน อย่าไปกดดัน กดดันมากทำอะไรไม่ได้กันไปหมด ประชาชนก็เดือดร้อน เจ้าหน้าที่ทำงานไม่ได้ กฎหมายบังคับไม่ได้ จะอยู่กันได้อย่างไร วันนี้ตำรวจต้องเข้มแข็งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ ตำรวจต้องเป็นตัวหลักให้บ้านเมืองสงบสุข ตั้งแต่ต้นทาง ต้นปัญหาทั้งหมด ที่ผ่านมามันทาบทับกันไปกันไปกันมาจนเกิดปัญหา ผมไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น” นายกรัฐมนตรี กล่าว

