เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ที่โรงแรมเอเซีย เขตราชเทวี กรุงเทพฯ นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ รองประธานอนุกรรมการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับเด็ก ให้เป็นไปตามมาตรฐานของรัฐธรรมนูญและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก กล่าวภายหลังจัดประชาพิจารณ์ ร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่…) พ.ศ. … ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนองค์กรด้านสิทธิเด็กและเยาวชนทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 80 คน จัดโดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ว่า วงประชาพิจารณ์ได้หารือถึงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2533 และร่างแก้ไขเพิ่มเติม โดยของเดิมในมาตรา 1567 ที่ระบุให้ผู้ปกครองสามารถทำโทษบุตรได้ตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน พบว่ามีคนไปแปลความหมายผิดว่า กฎหมายให้ทุบตีทำร้ายบุตรได้ในการสั่งสอน แต่ในร่างฉบับใหม่เราได้ยกเลิกความมาตราดังกล่าว เปลี่ยนเป็นผู้ปกครองสามารถทำโทษบุตรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอนได้ตามสมควร ทั้งนี้ ต้องไม่ใช้วิธีเฆี่ยนตี ทำร้ายร่างกายจิตใจ หรือวิธีการอื่นในทำนองเดียวกัน เพื่อให้กฎหมายชัดเจนขึ้น
นายสรรพสิทธิ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้หารือในมาตรา 1448 ว่าด้วยเรื่องการอนุญาตให้แต่งงานได้ จากเดิมศาลสามารถพิจารณาให้ชายและหญิงสมรสได้กรณีที่มีเหตุอันควรตั้งแต่อายุ 17 ปี พบว่าขัดกับมาตรฐานสากลและไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ไทยเป็นภาคี ฉะนั้นเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กให้ได้รับประโยชน์สูงสุด จึงได้แก้ไขให้ยกเลิกความมาตราดังกล่าว เป็นศาลจะอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนในกรณีที่มีเหตุอันควรก็ต่อเมื่ออายุ 18 ปีแล้ว ขณะเดียวกันจากนี้คงต้องไปแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ด้วย ที่อนุญาตให้ผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีสมรสกับผู้กระทำอายุไม่เกิน 18 ปีได้ หากรับผิดชอบและไม่ต้องรับโทษ ว่าให้ยกเลิกความในมาตราดังกล่าว
“เมื่อมีตัวบทกฎหมายแล้ว ก็อยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้รู้และเข้าใจ ไม่ใช้ความรุนแรงในการเลี้ยงและสั่งสอนบุตร หลายคนหรือกระทั่งระดับรัฐมนตรี อาจบอกว่าได้ดีเพราะไม้เรียว ตนก็อยากถามว่าจริงเหรอ ถ้าดีจริงทำไมถึงยังมีปัญหาคอรัปชั่น ตรงนี้ก็มีตัวอย่างให้เห็นว่าลูกที่ใช้ความรุนแรงกับพ่อแม่ที่สูงอายุ ย้อนไปตอนเด็กๆ เขาก็เคยถูกพ่อแม่กระทำความรุนแรงมาก่อน หากไม่แก้ตรงนี้ก็จะเป็นการต่อวงจรต่อไป” นายสรรพสิทธิ์กล่าว


