‘นักสืบฝุ่น กทม.’ ค้นลึกถึงต้นตอ ฟันธงพ่นน้ำไม่เวิร์ก ต้องคุมเผา-ควันดำ ฝากรัฐบาลหน้า ทำตามแผนด้วย!
เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 15 มีนาคม ที่โรงเรียนวิชูทิศ เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร จัดแถลงข่าว ข้อค้นพบจากนักสืบฝุ่นในประเด็นต้นตอที่แท้จริงของการเกิดฝุ่นในกรุงเทพฯ โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบด้วย ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, รศ.ดร.เอกบดินทร์ วินิจกุล คณะสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร และการพัฒนา สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที), นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ด้านสิ่งแวดล้อม, นายประพาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม และนายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของ กทม. เป็นผู้ดำเนินรายการ

ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ต้นตอฝุ่นในช่วงนี้จะมาจากการเผาไหม้ชีวมวลจากภายนอก และลอยเข้ามาในกรุงเทพฯ เพราะในช่วงเวลานี้อากาศไม่นิ่ง จึงมีฝุ่นลอยเข้ามาในช่วงประมาณกลางวันและจมตัวลงในช่วงเวลาเย็นถึงค่ำ เมื่อบวกกับฝุ่นที่มีในกรุงเทพฯ เองมาจากการจราจร ทำให้เห็นตัวเลขของฝุ่นขึ้นไปแตะสูงมาก โดยการแก้ไขปัญหาการเผาไหม้ที่อยู่ข้างนอกจะต้องลดลงให้ได้ เดิมใช้มาตรการห้ามเผาแต่ก็มีการเลี่ยงไปเผาได้ช่วงอื่น จึงต้องชั่งน้ำหนักว่าจะใช้วิธีการห้ามเผา หรือกำหนดช่วงเวลาในการจัดการแทน เช่น การกำหนดช่วงเวลาที่เผาได้และช่วงเวลาที่ห้ามเผา ซึ่งน่าจะเป็นวิธีการจัดการที่ดีที่สุดที่ให้ชาวบ้านอยู่ได้ ในขณะเดียวกันฝุ่นก็ต้องไม่กระทบกับภาพรวมด้วย
“กทม.ส่งข้อมูลฟิลเตอร์การวัดฝุ่น พบว่าองค์ประกอบทางเคมี สารโพแทสเซียมจะพบมากในช่วงที่ฝุ่นเยอะ ซึ่งมาจากการเผาชีวมวล ส่วนช่วงที่ฝุ่นน้อยสารโพแทสเซียมจะมีไม่เยอะ ซึ่งผลออกมาตรงกันกับการเก็บตัวอย่างที่ KU Tower ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์ย้อนหลังกลับไปพบว่า ฝุ่นมาจากตอนเหนือของประเทศกัมพูชา มาพร้อมกับฝุ่นในประเทศทางทิศตะวันออก พัดเข้ามาในกรุงเทพฯ ทำให้ฝุ่นมีปริมาณเข้มข้นสูง” ผศ.ดร.สุรัตน์กล่าว

ผศ.ดร.สุรัตน์กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่อง “มาตรการการเก็บภาษี” เป็นเรื่องที่พยายามคุยกัน แต่ในเชิงของทางด้านเศรษฐศาสตร์มีขั้นตอนในการทำมาตรฐานที่จะนำเรื่องของการเผาเข้าไปคิด ที่ทำได้ง่ายคือเรื่องของการเผาอ้อย ซึ่งได้เริ่มดำเนินการไปแล้วบางส่วนเกี่ยวกับการไม่รับซื้ออ้อยที่มาจากการเผา สามารถทำได้และช่วยลดการเกิดฝุ่นละอองได้
“ที่ผ่านมาความพยายามของประเทศไทยโดยหน่วยงานรัฐ จะเห็นได้ว่าดูดีขึ้นมากจากฮอตสปอตที่เกิดขึ้น แต่ฮอตสปอตที่เกิดขึ้นนอกประเทศไทยอยู่นอกเหนือการควบคุมที่จะสามารถเข้าไปจัดการได้ ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงการต่างประเทศ อาเซียน และหลายองค์กรร่วมมือกัน บางครั้งอาจไปบังคับเขาไม่ได้แต่ต้องมีมาตรการจูงใจ ซึ่งต้องลองไปพิจารณาดูว่าจะต้องทำอย่างไร” ผศ.ดร.สุรัตน์กล่าว

ด้าน รศ.ดร.เอกบดินทร์ วินิจกุล คณะสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร และการพัฒนา สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) กล่าวว่า ผลการวิจัยการฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อลดฝุ่น ที่โรงเรียนวิชูทิศ โดยก่อนหน้านี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตั้งเครื่องวัดค่าฝุ่น PM 2.5 และเครื่องพ่นละอองน้ำ บนอาคารเรียนโดยรอบ และจะเปิดละอองฝอยน้ำทุกๆ 1 ชั่วโมง และปิด 1 ชั่วโมงผลสรุปการเปิดระบบฉีดละอองน้ำต่อความเข้มข้น PM 2.5 ตั้งแต่ วันที่ 18 ก.พ. – 7 มี.ค. 66 พบว่าค่าฝุ่นลดไปเพียง 1-2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ต่อวันเท่านั้น การฉีดละอองน้ำจากอาคาร สามารถลดปริมาณของฝุ่นขนาดใหญ่ที่เข้าสู่อาคารได้ แต่ในส่วนของการจัดการฝุ่นขนาดเล็กภายในอาคารต้องใช้รูปแบบอื่นประกอบด้วย เช่น เครื่องฟอกอากาศ และเครื่องปรับอากาศ

“ส่วนการฉีดน้ำล้างถนน จะช่วยลดฝุ่นที่เคยตกลงมาแล้วครั้งนึง ไม่ให้ฟุ้งกระจายขึ้นมาอีกครั้งได้ และเมื่อฉีดน้ำแล้ว ต้องกวาดน้ำนั้นลงท่อระบายน้ำทันที ไม่ควรปล่อยให้พื้นถนนแห้งเอง เพราะฝุ่นอาจจะกลับมาเหมือนเดิม” รศ.ดร.เอกบดินทร์กล่าว
นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า องค์ประกอบฝุ่นในกรุงเทพฯ จาก 90 มคก./ลบ.ม. พบว่า 30 มคก./ลบ.ม. แรก มาจากการจราจร 30 มคก./ลบ.ม. ต่อมา มาจากสภาพอากาศ และ30 มคก./ลบ.ม. สุดท้าย มาจากการเผาชีวมวล ซึ่ง กทม.พยายามทำตามอำนาจหน้าที่ที่มีอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การตรวจต้นตอฝุ่นและคุมเข้ม ป้องกันสุขภาพ แจ้งเตือนประชาชนโดยในครั้งนี้มีช่องทางเพิ่มขึ้นอีกหลายช่องทาง มีการร่วมกับ LINE alert ให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลแจ้งเตือนไปง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น การแจ้งเตือนผ่านทาง Facebook การพยากรณ์เกี่ยวกับฝุ่นทุกวัน มีการเปิดคลินิกฝุ่นเพื่อให้บริการกับผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยมีผู้เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

“เมื่อกลับมาดูแหล่งกำเนิดสำคัญ มาจากการจราจรและยานพาหนะซึ่งอยู่ในส่วนของ 30 มคก./ลบ.ม. แรก เป็นเรื่องที่ กทม.ทำโดยลำพังไม่ได้ จะต้องมีภาคีที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งแผนวาระแห่งชาติการจัดการมลพิษทางอากาศ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่ามีหน่วยงานใดบ้างที่เกี่ยวข้อง โดย กทม.พร้อมที่จะประสานเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา” นายพรพรหมกล่าว
นายพรพรหมกล่าวว่า กทม.ต้องฝากถึงรัฐบาลถัดไปในการให้ความสำคัญกับแผนจัดการฝุ่นแห่งชาติ ซึ่งควรต้องเน้นในประเด็นต่างๆ อาทิ เน้นเรื่องภาคการเกษตร (การเผาชีวมวล) การจราจร การพิจารณาพื้นที่ Low Emission Zone การย้ายท่าเรือคลองเตย เป็นต้น
“ขณะนี้ทางพรรคการเมืองต่างๆ ได้เปิดนโยบายเรื่องฝุ่น PM 2.5 ทางสื่อสาธารณะอยู่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะสอดคล้องกับที่ กทม.เสนอ 2-3 เรื่องหลักที่ต้องให้ความสำคัญ จึงได้ฝากไปถึงรัฐบาลชุดหน้าในการเข้ามาผลักดัน” นายพรพรหมกล่าว

ขณะที่ นายประพาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กทม.ได้ตรวจสอบแหล่งกำเนิดฝุ่น ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.65 จนถึง 14 มี.ค. 66 พบ สถานประกอบการโรงงาน มีจำนวน 1,052 แห่ง ดำเนินการตรวจสอบ 6,081 ครั้ง ไม่ผ่านและสั่งให้แก้ไขปรับปรุง 8 แห่ง / แพลนต์ปูน หรือโรงงานผลิตคอนกรีตผสมเสร็จ 133 แห่ง ดำเนินการตรวจสอบ 793 ครั้ง ไม่ผ่านและต้องแก้ไข 17 แห่ง / สถานที่ก่อสร้างที่ตรวจโดยสำนักงานเขตมีจำนวน 277 แห่ง ไม่ผ่านและสั่งให้ปรับปรุงแก้ไข 27 แห่ง ตรวจโดยสำนักการโยธา 399 แห่งไม่ผ่านและสั่งปรับปรุงแก้ไข 1 แห่ง / พื้นที่ถมดิน หรือ ท่าทราย มีจำนวน 9 แห่ง / ตรวจควันดำในสถานที่ต้นทาง 1,746 คันไม่ผ่าน 14 คัน / ตรวจจับรถยนต์ปล่อยควันดำ เรียกตรวจสอบ 60,270 คัน ถูกออกคำสั่งห้ามใช้ไป 1,265 คัน / ตรวจรถโดยสารทั้งประจำทาง และไม่ประจำทาง โดยกรมการขนส่งทางบก เลขตรวจสอบ 12,975 คัน ห้ามใช้ 57 คัน และตรวจสอบรถบรรทุก 42,755 คัน ห้ามใช้ 220 คัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักสืบฝุ่น ได้พาเยี่ยมชมการทดลองสเปรย์น้ำบนอาคารเรียน โรงเรียนวิชูทิศ จากนั้นร่วมกับเขตดินแดง ล้างถนนและกิจกรรม Big cleaning บริเวณถนนมิตรไมตรี หลังโรงเรียนวิชูทิศ ก่อนจะลงพื้นที่ตรวจควันดำรถโดยสารทั้งประจำทาง ที่อู่รถโดยสารทั้งประจำทางของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่ถนนวัฒนธรรม เขตห้วยขวาง
อ่านข่าว : ชัชชาติ สืบเจอต้นตอฝุ่น ‘เผา’ ส่วนมาก นักเศรษฐศาสตร์ ยันห้ามรถวิ่งได้ไม่คุ้มเสีย


