บิ๊กโจ๊ก สั่งเชือด ‘พล.ต.ต.-พ.ต.อ.’ พวก 13 ราย ช่วยผู้ต้องหาคดียา-ปืน

16.03.23 | 06:35 น.

บิ๊กโจ๊ก สั่งเชือด ‘พล.ต.ต.-พ.ต.อ.’ พวก 13 ราย ช่วยผู้ต้องหาคดียา-ปืนไม่ให้ถูกดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. แถลงข่าวดำเนินคดีอาญาและคดีวินัยกับ พล.ต.ต.แวสาแม สาและ ผู้บังคับการกองบังคับการกฎหมายและคดี ตำรวจภูธรภาค 1 อดีต ผบก.ภ.จว.นราธิวาส กับพวก โดยชุดพนักงานสืบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับ บก.ปปป. เพื่อส่งเรื่องไป ป.ป.ช.ชี้มูล หลังจาก นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เข้าร้องเรียนปัญหาเรียกรับประโยชน์และช่วยพวกพ้อง

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2565 นายอัจฉริยะยื่นหนังสือพร้อมเอกสารหลักฐานถึง พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ขอให้ตรวจสอบกรณีข้าราชการตำรวจในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส มีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียกรับสินบนแลกกับการให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหาคดียาเสพติดและอาวุธปืนสงครามเพื่อให้ไม่ถูกดำเนินคดี มีการออกบัตรแหล่งข่าว (บัตรเบ่ง) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ขบวนการยาเสพติด รวมทั้งคดีลอบฆ่าตำรวจในพื้นที่ สภ.สุไหงโก-ลก ภ.จว.นราธิวาส นอกจากนี้ ยังรวมถึงข้าราชการฝ่ายปกครองที่ให้ความช่วยเหลือในการออกใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนให้กับขบวนการค้ายาเสพติด

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงสั่งการให้ชุดสืบสวนตรวจสอบข้อมูลตามพยานหลักฐานที่นายอัจฉริยะมอบให้ ผลการสืบสวนพบว่ามีมูลความจริง เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องและช่วยเหลือผู้ต้องหาตามพยานหลักฐานที่ได้รับ จึงแจ้งให้ ผบ.ตร.ทราบ จากนั้นมีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวน เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน โดยมี พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวน จากพยานหลักฐานตั้งข้อสังเกตไว้ 4 ประเด็นด้วยกัน 1.คดีลอบสังหาร ส.ต.ต.ธนกฤต ฤกษ์ดี ขณะปฏิบัติหน้าที่สายตรวจจนเสียชีวิต ต่อมาตำรวจจับกุมนายฮาฟิต ปาเนาะ อายุ 19 ปี โดยผู้ต้องหาให้การซัดทอดว่ารับการจ้างวานจากนายชญานนท์ นิเถาะ อายุ 25 ปี แต่ พล.ต.ต.แวสาแมกลับให้การช่วยเหลือจนนายชญานนท์ไม่ถูกดำเนินคดี

“ประเด็นที่ 2 กรณีนายอำเภอสุไหงโก-ลก ออกใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนให้กับกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งมีประวัติเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด โดยไม่มีการตรวจสอบประวัติ และออกให้กับบุคคลเดียวจำนวนหลายกระบอก จากการสืบสวนพบว่านายชญานนท์รู้จักกับนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร นายอำเภอสุไหงโก-ลก (ตำแหน่งขณะนั้น) โดยขอใบอนุญาตมีและใช้อาวุธปืน (ป.4) มีการจ่ายเงินให้กระบอกละ 5,000-10,000 บาท 7 กระบอก รวมเป็นเงิน 40,000 บาท” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าว

Advertisement

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ประเด็นที่ 3 พล.ต.ต.แวสาแม กับพวก ให้การช่วยเหลือกลุ่มผู้ต้องหา กรณีวันที่ 6 ธันวาคม 2564 เจ้าหน้าที่ร่วมกันจับกุม นายอาซิ บือเฮง อายุ 33 ปี พร้อมกัญชาอัดแท่งรวม 128 กก. ส่งดำเนินคดีพื้นที่ สภ.ตากใบ โดยผู้ต้องหาให้การซัดทอดว่าได้รับการว่าจ้างจากนายชญานนท์ เจ้าหน้าที่จึงสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน จนเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2565 ตำรวจพร้อมเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.ขอหมายค้นเข้าค้นบ้านของนายชญานนท์ ในพื้นที่ สภ.ตากใบ พบนายชญานนท์กับพวกรวม 6 คน พร้อมอาวุธปืนไรเฟิล ปืนลูกซอง และปืนพกสั้นรวม 3 กระบอก จึงจับกุมดำเนินคดี แต่ต่อมาพนักงานสอบสวนกลับสั่งไม่ฟ้องนายชญานนท์ กับพวก แต่สั่งฟ้อง 1 ในผู้ต้องหาเท่านั้น จึงเชื่อได้ว่ามีการช่วยเหลือผู้ต้องหาให้พ้นจากการถูกดำเนินคดี

“ประเด็นที่ 4 พล.ต.ต.แวสาแมมีการออกบัตรแหล่งข่าว ซึ่งปรากฏชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของ พล.ต.ต.แวสาแม โดยจะใช้ในการแสดงต่อตำรวจเพื่อให้ได้รับการอำนวยความสะดวกในกรณีถูกเรียกตรวจ ทำให้กลุ่มผู้ต้องหากล้าพกปืนไปในที่สาธารณะ และก่อเหตุทำร้ายร่างกาย รปภ.โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก โดย พล.ต.ต.แวสาแมโทรสั่งการให้ปรับเปลี่ยนพฤติการณ์ทางคดี เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องหา” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าว

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า จากกรณีทั้ง 4 ประเด็น บัดนี้คณะพนักงานสืบสวนตามคำสั่งดังกล่าวมีมติให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งคดีอาญาและคดีวินัย โดยดำเนินคดีอาญา 5 ราย ดังนี้ 1.พล.ต.ต.แวสาแม สาและ 2.พ.ต.อ. นราวี บินแวอารง ผกก.สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส 3.ร.ต.อ.นิมะอามิง วาเต๊ะ รอง สว.(สอบสวน) สภ.ตากใบ 4.นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตนายอำเภอสุไหงโก-ลก นราธิวาส และ 5.นายชญานนท์ นิเถาะ ผู้ต้องหาคดีครอบครองยาเสพติดและอาวุธปืน ฐานเป็นเจ้าพนักงาน เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือโยชน์อื่นใดฯ, ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าพนักงานยุติธรรมกระทำการเพื่อจะช่วยเหลือบุคคลใดให้มิต้องรับโทษฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149,157 และ 200 โดยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา ดำเนินคดีทางวินัยกับตำรวจ 13 นายโดยเป็นคดีวินัยร้ายแรง 3 นาย และคดีวินัยไม่ร้ายแรง 10 นาย โดยคณะพนักงานสืบสวนส่งรายละเอียดพยานหลักฐานและรายชื่อตำรวจที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กองวินัยพิจารณาข้อบกพร่องและดำเนินการทางวินัยต่อไปแล้ว