ปมร้อน ‘หมายจับ’ ส.ว. อาจารย์ (พิเศษ) วิชาสืบสวนสอบสวน เห็นแย้งแถลงการณ์ 3 สมาคมตำรวจ
เมื่อวันที่ 16 มีนาคม จากกรณีที่ 3 นายกสมาคมตำรวจ ได้แก่ สมาคมตำรวจ สมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และ สมาคมพนักงานสอบสวน ร่วมกันออกแถลงการณ์เกี่ยวกับประเด็นการขอหมายจับ และการเพิกถอนหมายจับ “ส.ว.คนดัง” รวม 6 ประเด็น ยืนยันว่าพนักงานสอบสวนดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น (อ่านข่าว : 3 สมาคมตร. ร่อนแถลงการณ์ ยืนยันอำนาจขอหมายจับส.ว. ให้กำลังใจ เจ้าหน้าที่ทำคดี)
ปรากฏว่า อาจารย์ (พิเศษ) วิชาสืบสวนสอบสวนนายหนึ่ง ได้เขียนบทความถึงแถลงการณ์ดังกล่าวว่า ด้วยความเคารพในแถลงการณ์ของสมาคมตำรวจ สมาคม ร.ร.นรต. และสมาคม พงส. ผู้เขียนเห็นว่า แถลงการณ์ยังมีข้อคลาดเคลื่อนเล็กน้อยที่น่าจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงกล่าวคือ
1.ในประเด็นที่ 2
(1) การนำไปลงในประกาศสืบจับในระบบ CRIME เป็นเพียงสารบบการจัดเก็บหมายจับเท่านั้น ย่อมไม่แจ้งชัดว่า “หมายจับ” ออกเพื่อประกอบการสอบสวนคดีอาญาหมายเลขใด ตามสารบบการดำเนินคดีอาญาที่เท่าใด
(2) การลงประกาศสืบจับในระบบ CRIME ไม่ปรากฏว่า มี “สำนวนการสอบสวน” หรือ “สำนวนการสืบสวน” ที่เป็นสำนวน “ตั้งเรื่อง” ในการออกและรวมหมายจับที่ศาลอนุมัติ
(3) ประเด็นนี้จึงยังไม่ถูกต้องตามแถลงการณ์เท่าใดนัก
2.ในประเด็นที่ 3 ได้มี “ประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ลักษณะ 3 การจับกุม บทที่ 6 การจับกุมข้าราชการชั้นสัญญาบัตรและชั้นตรีขึ้นไป” กำหนดว่า เมื่อปรากฏว่าข้าราชการชั้นสัญญาบัตรและชั้นตรีขึ้นไปต้องหาคดีอาญาให้ปฏิบัติ ดังนี้
(1) ก่อนที่จะร้องขอให้ศาลออกหมายจับข้าราชการชั้นสัญญาบัตรและชั้นตรีขึ้นไป ซึ่งต้องหาคดีอาญาให้ขอรับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาก่อน คือ
(1.1) ในกรุงเทพมหานคร ให้ขอรับความเห็นชอบจากผู้บังคับการ หรือผู้รักษาการแทนขึ้นไป
(1.2) ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ขอรับความเห็นชอบจากผู้ว่าราชการจังหวัด หากผู้ว่าราชการจังหวัดไม่เห็นชอบด้วย ให้รายงานขออนุมัติไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(2) เมื่อการจับกุมข้าราชการดังกล่าวนี้แล้ว ในกรุงเทพมหานคร ให้รายงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบ และให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีแจ้งผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกจับได้ทราบด้วย ส่วนในจังหวัดอื่นให้รายงานผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้รักษาการแทนทราบ แล้วให้เป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้รักษาการแทน ที่จะแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกจับทราบด้วย
(3) ประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดีปัจจุบัน ยังไม่ได้ถูกยกเลิก จึงถือว่ามีระเบียบกำหนดในเรื่องดังกล่าวไว้อยู่
(4) ประเด็นที่ว่าไม่มีระเบียบกำหนดจึงยังไม่น่าจะถูกต้อง
3.ในประเด็นที่ 4 ป.วิ.อาญา มาตรา 83 วรรคสอง บัญญัติชัดแจ้งว่า “ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับ ต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบ….”
(1) ป.วิ.อาญา ใช้คำว่า “ต้อง” นั่นหมายความว่า การจะจับผู้ใด “ต้องแจ้งข้อหาด้วยเสมอ”
(2) การจับโดยไม่แจ้งข้อหา เพียงแต่แจ้งว่า “มีหมายจับ” หรือแจ้งว่า “จะจับตามหมาย” จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(3) ประเด็นตามแถลงการณ์ข้อนี้น่าจะยังไม่ถูกต้อง
4.ในประเด็นที่ 5 คำสั่ง ตร.ที่ 419/2556 ที่ว่าไม่ใช้กับฝ่ายสืบสวน
(1) มาตรฐานการขอหมายจับของฝ่ายสอบสวน สูงกว่าฝ่ายสืบสวน เพราะผ่านการกลั่นกรองจากผู้บังคับบัญชา ระดับหัวหน้าหน่วยก่อน ขณะที่ฝ่ายสืบสวนไม่ต้องผ่านการกลั่นกรองจากหัวหน้าหน่วย ใช่หรือไม่
(2) หาก พ.ต.ท. ตำแหน่ง รอง ผกก.สอบสวน จะขอหมายจับ ต้องผ่าน ผกก.ก่อน แต่หากเป็น ร.ต.ต. ตำแหน่ง รอง สว.สืบสวน จะขอหมายจับไม่ต้องผ่าน ผกก. แสดงว่า รอง สว.สืบสวน มีอำนาจมากกว่า พ.ต.ท. ตำแหน่งรอง ผกก.สอบสวน ใช่หรือไม่
(3) มาตรฐานการขอหมายจับของสถานีตำรวจ หรือกองบังคับการ หรือกองบัญชาการ มี 2 มาตรฐานใช่หรือไม่ เพราะฝ่ายสอบสวนต้องได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยก่อน ไม่ว่าจะเป็นรอง ผกก.สอบสวน ขณะที่สืบสวนไม่ต้องรับความเห็นชอบ แม้จะเป็น ร.ต.ต.จบใหม่ ก็ขอได้เลย
5.ในประเด็นที่ 6 อำนาจการออกและถอนหมายจับ
(1) อำนาจการออกหรือถอนหมายจับ เป็นอำนาจเด็ดขาดของศาลชั้นต้นที่จะออกหรือถอน
(2) กรณีไม่ใช่เรื่องที่จะอุทธรณ์ให้ถอนหมายจับได้ แต่เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นไม่ว่าศาลชั้นต้นจะเห็นเอง หรือมีผู้ร้องขอให้ถอน
(3) ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 479/2555
(4) การที่แถลงการณ์บอกว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจเพิกถอนจึงน่าจะคลาดเคลื่่อนต่อข้อกฎหมายและแนววินิจฉัยตลอดจนบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้

