ผบ.ตร.ส่งชุด PCT5 รวบ ‘วันเพ็ญ’ เจ้าแม่แชร์ทอง 61 หมายจับ ไร้เงากว่า 2 ปีจนมุมเพราะหนังควาย

18.03.23 | 11:22 น.

ผบ.ตร.ส่งชุด PCT5 รวบ ‘วันเพ็ญ’ เจ้าแม่แชร์ทอง 61 หมายจับไร้เงากว่า 2 ปี เหยื่อกว่า 200 ราย สูญกว่า 37 ล้าน สุดท้ายเกมเพราะหนังควาย


พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี PCT มีนโยบายให้ปราบปรามกลุ่มเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมที่กระทำความผิดในโลกออนไลน์ทุกรูปแบบซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้สุจริตจำนวนมาก จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. .ในฐานะ หัวหน้าชุด PCT5 นำกำลังสืบสวนแกะรอย น.ส.วันเพ็ญ โคตรทะแก หรือ กวินา กันยากรสกุล หลังก่อเหตุฉ้อโกงประชาชนด้วยการหลอกลวงขายทองจนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับไว้กว่า 26 หมายจับ

ล่าสุดได้รับประสานงานพบหมายจับศาลอีกกว่า 35 หมายจับ รวม 61 หมายจับ พบเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 360 ล้านบาท เหยื่อผู้เสียหายกว่า 200 รายทั่วประเทศ ความเสียหายไม่ต่ำกว่า 37 ล้านบาท หลังจากหายตัวไปชนิดที่เรียกได้ว่า “ไร้เงา” มาเป็นเวลากว่า 2 ปี ล่าสุดเจ้าหน้าที่ชุด PCT5 ร่วมกับ สืบนครบาล แกะรอยกว่า 1 ปีจนพบเบาะแส “หนังควาย” จนพบแหล่งกบดานเป็นเซฟเฮาส์ลับ ในชนบทใกล้เขาใหญ่ ในพื้นที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ก่อนเข้าทำการจับกุมตัว

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม เวลาประมาณ 16.15 น. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. , พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. หัวหน้า PCT ชุดที่ 5 , พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. ในฐานะ รอง หน. PCT ชุดที่ 5 , พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น. , พ.ต.อ.สิทธิศักดิ์ นาคามาตย์ ผกก.กก.สส.บก.น.4 , พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ทองแพ พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.บช.น. , พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว , พ.ต.ต.คณิตนนท์ ถนอมศรี , พ.ต.ต.ชัยวัฒน์ จงเจริญ , พ.ต.ต.วรุตม์ คำหล้า , พ.ต.ต.ภัสสกรณ์ เฉลียวบุญ , พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ ศปอส.ตร. (PCT) ชุดที่ 5 , ชุดสืบสวนนครบาล (บก.สส.บช.น.) , กก.สส.บก.น.4 นำกำลังสืบสวนติดตามจับกุมตัว น.ส.วันเพ็ญ หรือ กวินา (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 135/5 ม.18 ต.เขากะลา อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” จำนวน 61 หมายจับ ดังนี้
1.หมายจับศาลจังหวัดอุบลราชธานีที่ 191/2564 ลงวันที่ 7 มิ.ย. 64 (สภ.เมืองอุบลราชธานี)
2.หมายจับศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 698/2564 ลงวันที่ 5 พ.ย. 64 (สภ.คูคต)
3.หมายจับศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 699/2564 ลงวันที่ 5 พ.ย. 64 (สภ.คูคต)
4.หมายจับศาลจังหวัดขอนแก่นที่ 94/2564 ลงวันที่ 24 พ.ค. 64 (สภ.บ้านแฮด)
5.หมายจับศาลจังหวัดระยองที่ 232/2564 ลงวันที่ 8 พ.ย. 64 (สภ.ปลวกแดง)
6.หมายจับศาลจังหวัดระยองที่ 233/2564 ลงวันที่ 8 พ.ย. 64 (สภ.ปลวกแดง)
7.หมายจับศาลจังหวัดระยองที่ 245/2564 ลงวันที่ 19 พ.ย. 64 (สภ.ปลวกแดง)
8.หมายจับศาลจังหวัดระยองที่ 246/2564 ลงวันที่ 19 พ.ย. 64 (สภ.ปลวกแดง)
9.หมายจับศาลจังหวัดระยองที่ 247/2564 ลงวันที่ 19 พ.ย. 64 (สภ.ปลวกแดง)
10.หมายจับศาลจังหวัดระยองที่ 248/2564 ลงวันที่ 19 พ.ย. 64 (สภ.ปลวกแดง)
11.หมายจับศาลจังหวัดระยองที่ 249/2564 ลงวันที่ 19 พ.ย. 64 (สภ.ปลวกแดง)
12.หมายจับศาลจังหวัดมุกดาหารที่ 37/2564 ลงวันที่ 29 เม.ย. 64 (สภ.ป่าไร่)
13.หมายจับศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 118/2564 ลงวันที่ 3 มี.ค. 64 (สภ.ลำลูกกา)
14.หมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการที่ 341/2564 ลงวันที่ 21 ก.ค. 64 (สภ.สำโรงเหนือ)
15.หมายจับศาลจังหวัดสระบุรีที่ 76/2564 ลงวันที่ 3 พ.ค. 64 (สภ.หนองแค)
16.หมายจับศาลจังหวัดสระบุรีที่ 77/2564 ลงวันที่ 3 พ.ค. 64 (สภ.หนองแค)
17.หมายจับศาลจังหวัดชลบุรีที่ 457/2564 ลงวันที่ 10 พ.ย. 64 (สภ.หนองขาม)
18.หมายจับศาลจังหวัดพัทยาที่ 211/2564 ลงวันที่ 27 ก.ค. 64 (สภ.ห้วยใหญ่)
19.หมายจับศาลจังหวัดสระบุรีที่ 115/2564 ลงวันที่ 28 มิ.ย. 64 (สภ.วิหารแดง)
20.หมายจับศาลจังหวัดกระบี่ 231/2565 ลงวันที่ 13 มิ.ย. 65 (สภ.เหนือคลอง)
21.หมายจับศาลจังหวัดพัทยาที่ 200/2564 ลงวันที่ 19 ก.ค. 64 (สภ.บ่อวิน)
22.หมายจับศาลจังหวัดหนองบัวลำภูที่ 28/2565 ลงวันที่ 8 ก.พ. 65 (สภ.เมืองหนองบัวลำภู)
23.หมายจับศาลจังหวัดอำนาจเจริญที่ 72/2564 ลงวันที่ 10 ส.ค. 64 (สภ.เมืองอำนาจเจริญ)
24.หมายจับศาลจังหวัดนครปฐมที่ 216/2564 ลงวันที่ 20 ส.ค. 64 (สภ.บางหลวง)
25.หมายจับศาลจังหวัดสุรินทร์ที่ 25/2564 ลงวันที่ 17 มี.ค. 64 (สภ.พนมดงรัก)
26.หมายจับศาลจังหวัดพัทยาที่ 406/2564 ลงวันที่ 30 พ.ย. 64 (สภ.สัตหีบ)

Advertisement

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบข้อมูลหมายจับของศาลอีกจำนวนกว่า 35 หมายจับ
พร้อมทั้งตรวจยึด
1.โทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง (พบข้อมูลการตั้งวงแชร์อีกหลายวง)
2. สมุดบันทึก จำนวน 1 เล่ม
3 ซองใส่ซิม จำนวน 5 ชิ้น

พฤติการณ์กล่าวคือ สืบเนื่องจากเมื่อปลายปี 2563 ต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2564 น.ส.วันเพ็ญ หรือ กวินา ได้มีการไลฟ์สดผ่านทางเฟซบุ๊กโฆษณาเชิญชวนให้ประชาชนร่วมลงทุนในการ “ขายทอง” โดยอ้างว่าจะนำทองมาจากต่างประเทศ โดยสามารถสั่งนำเข้ามาได้ในราคาเพียงบาทละ 3,000-4,000 บาท ซึ่งถูกกว่าท้องตลาดทั่วไปมาก ซึ่งต่อมาได้มีผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อและโอนเงินมาร่วมลงทุนเป็นจำนวนมาก ซึ่ง น.ส.วันเพ็ญฯ มีการส่งทองหรือจ่ายเงินตอบแทนให้กับผู้สั่งซื้อหรือร่วมลงทุนใน 2-3 ครั้งแรก ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือมากขึ้นในกลุ่มผู้ที่เคยร่วมลงทุนเดิมและยัง “ปากต่อปาก” ทำให้ยิ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมการลงทุนจำนวนหน้าใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยสุดท้ายเหล่าผู้เสียหายต่าง “ทุ่มเงิน” จำนวนมากมาร่วมลงทุนซื้อทองกับ น.ส.วันเพ็ญ ซึ่งต่อมาเมื่อได้เงินก้อนใหญ่แล้ว น.ส.วันเพ็ญ ได้ “หายตัวไป” อย่างไร้ร่องรอยพร้อมเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 37 ล้านบาท เหยื่อผู้เสียหายกว่า 200 รายทั่วประเทศ ต่างได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เพราะเงินส่วนใหญ่ของผู้เสียหายได้ทุบหม้อข้าวมาลงทุนกับ น.ส.วันเพ็ญ ซึ่งกลุ่มผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุทั่วประเทศ ต่อมาได้มีสอบสวนจนนำมาสู่การออกหมายจับ และหมายจับของศาล จำนวน 61 หมายจับทั่วประเทศไทย

จากการติดตามของเจ้าหน้าที่พบว่า น.ส.วันเพ็ญ ไม่เพียงหายตัวไป แต่จากการตรวจสอบการทำธุรกรรมต่างๆก็ไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆอีก เข้าขั้นที่เรียกได้ว่า ไร้เงา ซึ่งต่อมาทีมนักวิเคราะห์แผนประทุษกรรมของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากระบบการรับแจ้งความออนไลน์และข้อมูลแผนประทุษกรรมจากคดีเดิม โดย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. หรือ หน.PCT ชุดที่ 5 ได้วิเคราะห์ข้อมูลพบร่องรอยจากแผนประทุษกรรมการช่วงการก่อเหตุที่ผ่านมา ซึ่งพบ ตัวละครสำคัญที่คอยดำเนินการทำธุรกรรมให้กับ น.ส.วันเพ็ญ ซึ่งต่อมา พล.ต.ต.ธีรเดช ได้ให้ พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว สว.กก.2 บก.สส.บช.น. พ.ต.ต.คณิตนนท์ ถนอมศรี  สว.กก.1 บก.สส.บช.น. พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กลุ่มงานสอบสวน ชุดPCT 5 นำกำลังแยกกันลงพื้นที่แกะรอยจนกระทั่งสืบทราบว่า น.ส.วันเพ็ญ หลบหนีไปกบดาลอยู่ในพื่นที่ จ.สระบุรี โดยมี ลูกน้องคอยเป็นผู้ทำธุรกรรมต่างๆให้เพื่ออำพรางการใช้ชื่อตนเอง ซึ่งแม้จะปกปิดตัวตนอย่างมิดชิด

ต่อมาชุด PCT5 ได้พบเบาะแสสำคัญจากร้านอาหารในละแวกพื้นที่กบดาบคือ “หนังควาย” ซึ่งเป็นอาหารที่ น.ส.วันเพ็ญ ชอบทาน จนนำมาสู่การสืบทราบว่าที่กบดานของ น.ส.วันเพ็ญ ซึ่งเป็น “เซฟเฮ้าส์ลับ” มีรั้วสูงล้อมรอบมิดชิด ภายในชนบทใกล้เขาใหญ่

ต่อมาพล.ต.ต.ธีรเดช ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุด PCT5 และ สืบสวนนครบาลใช้กำลังเจ้าหน้าที่ “ดักซุ่ม” บริเวณป่าข้างทางใกล้กับเซฟเฮาส์ลับดังกล่าว จนกระทั่งได้พบ น.ส.วันเพ็ญ เดินออกมาจากรั้วเซฟเฮ้าส์ลับดังกล่าวลักษณะแต่งกายมิดชิด สวมหมวกปิดบังอำพรางไม่ให้ใครจำได้ แต่ไม่รอดสายตาของ พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว ซึ่งติดตามตัว น.ส.วันเพ็ญฯ มาเป็นเวลากว่า 1 ปี จึงสามารถจดจำลักษณะท่าทางได้แม้จะปิดบังอำพรางไว้แล้วก็ตาม เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าทำการจับกุมตัว น.ส.วันเพ็ญ ตามหมายจับ โดยเจ้าหน้าที่ได้แสดงหมายจับให้ดูกว่า 26 หมายจับ โดยพบว่า น.ส.วันเพ็ญ ยังเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลอีกกว่า 35 หมายจับ ซึ่งรวมทั้งสิ้น 61 หมายจับ โดยจับกุมที่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 111 หมู่ 4 ต.ชะอม อ.แก่งคอย จว.สระบุรี โดยระหว่างการขยายผล ได้มีผู้เสียหายจำนวนมากที่เคยถูกหลอกลวงหลายรายเดินทางมาที่ บก.สส.บช.น. ได้ติดตามทวงถามถึงมูลหนี้ที่ได้ถูกโกงไป โดยกลุ่มผู้เสียหายกล่าวกับเจ้าหน้าที่ว่า “ได้ติดตามมาเป็นเวลานานแล้ว และไม่คาดคิดว่าเจ้าหน้าที่จะจับกุมตัวได้เพราะทราบมาว่า น.ส.วันเพ็ญฯ นั้นได้หลบหนีไปอยู่ในป่า ไม่คาดคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะติดตามจับกุมได้” จึงนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.คูคต จังหวัดปทุมธานี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ในชั้นจับกุม น.ส.วันเพ็ญ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า ได้เริ่มชักชวนคนใกล้ตัวรวมถึงผู้อื่นให้ร่วมวงแชร์ทางออนไลน์ ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า วันเพ็ญ โคตรทะแก ซึ่งไม่เคยมีปัญหาใดๆ จนถึงเมื่อประมาณเดือน ต.ค.2563 ได้เริ่มคิดอยากจะเปิดวงแชร์แบบใหม่ในลักษณะให้ออมทอง โดยได้ทำระบบการลงทุนออมทองไว้คือให้ผู้ลงทุนลงเงินก่อนเป็นจำนวนเงินที่ถูกกว่าราคาทองจริง ในตลาดเพื่อให้เกิดความน่าสนใจ เป็นระยะเวลา 3 เดือน จากนั้นจะส่งทองจำนวน 1 บาทไปให้ โดยวิธีการคือ จะสั่งซื้อทองที่ห้างทองสุพรรณ ผ่านช่องทางออนไลน์ในราคาเต็มตามปกติ โดยในช่วงแรกที่เริ่มทำ ในขณะที่ทองคำราคาประมาณ 28,000 บาท ตนก็จะไปประกาศหาผู้ที่ต้องการ ลงทุนออมทอง โดยโฆษณาว่า สามารถออมทองในราคาเพียงแค่ 24,000 บาท โดยออมเป็นระยะเวลา 3 เดือน และจะได้รับทองคำจริงจำนวน 1 บาท ซึ่งสาเหตุที่ในช่วงแรกยังไม่ขาดทุนเพราะยังหาคนที่ อยากลงทุนออมทองต่อเนื่องลงเงินออมเพิ่ม และนำเงินส่วนต่างไปเพิ่มเติมในยอดเงินที่ขาดเพื่อให้สามารถ ซื้อทองคำในราคาเต็มได้และส่งจัดส่งทองคำที่ได้สั่งซื้อมาให้ผู้ลงทุนคนแรกๆ จึงทำให้น่าเชื่อถือว่าลงทุน จำนวนเงินน้อย แต่สามารถซื้อทองจริงได้ ซึ่งในช่วงเวลาที่มีผู้คนสนใจมากที่สุด มีลูกค้าจำนวนประมาณ 100 คน และมีนักลงทุนบางคนที่ร่วมลงทุนหลายครั้ง จนสะสมเป็นยอดออมทองประมาณ 50 บาท และในขณะนั้นมียอดเงินที่มีผู้ลงทุนอยู่ประมาณหลักแสนบาท เนื่องจากต้องหมุนเวียนเงินเพื่อให้ ระบบยังดำเนินต่อไปได้ หลังจากนั้นเมื่อประมาณ ต้นปี 2564 เริ่มเกิดปัญหา เนื่องจากไม่สามารถหาผู้ลงทุนใหม่ๆ มาลงทุนต่อได้ จึงได้เริ่มลดราคาโดยเปิดให้เริ่มออมทองในราคาบาทละ 8,000 บาท จากราคาเต็มประมาณ 30,000 บาท(ในขณะนั้น) เพื่อทำให้เกิดความน่าสนใจ และก็ได้มีผู้มาร่วมลงเงินออมทองจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่สามารถหมุนเวียนเงินได้ เพราะต้องนำเงินมาทบยอดไปมา จากลูกค้าหลายคนจนไม่สามารถซื้อทองให้ครบตามจำนวนของผู้ที่ลงทุนได้ จึงได้เริ่มมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดี จากนั้นก็เริ่มย้ายที่อยู่และเปลี่ยนชื่อนามสกุลจริงเพื่อหลบหนี

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. กล่าวว่า วิธีการที่ผู้ต้องหารายนี้ใช้หลอกลวงนั้นมีความน่ากลัว เพราะมีการสร้างความน่าเชื่อถือหลอกเหยื่อให้ตายใจก่อนซึ่งด้วยวิธีการนี้ทำให้จำนวนเงินที่ผู้เสียหายตัดสินใจนำมาลงทุนนั้นจะมีจำนวนที่สูงกว่าการถูกหลอกลวงทั่วๆไป จึงขอเตือนไปยังพี่น้องประชาชนว่า การร่วมลงทุนในโลกออนไลน์นั้นมีความเสี่ยง สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการระดมปราบปรามผู้กระทำผิดทางออนไลน์อยู่ตลอด ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ฉะนั้นผู้ที่ยังทำหรือคิดจะทำขอเตือนว่า มันไม่คุ้มได้คุ้มเสีย เมื่อได้ลงมือก่อเหตุ