บอร์ดสิ่งแวดล้อม มีมติ จะสร้างกำแพงติดชายหาดทุกขนาด ต้องทำ อีไอเอ ไม่มีละเว้น
วันที่ 18 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้เสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (บอร์ดสิ่งแวดล้อม-กก.วล.) ในการประชุมครั้งที่ 1/2566 พิจารณาการปรับปรุงประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการ ซึ่งต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ-EIA) โดยกำหนดให้โครงการกำแพงติดแนวชายฝั่งทะเลทุกขนาด ต้องทำรายงาน EIA
โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช เลขาธิการ สผ. ได้กล่าวว่า ภายหลังจากที่ สผ. ได้รับข้อเสนอจาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง( ทช.) ขอให้พิจารณาทบทวนให้กำแพงริมชายฝั่งติดแนวชายฝั่งเป็นโครงการที่ต้องจัดทำรายงาน EIA สผ. ได้ดำเนินการตามแผนการดำเนินงานตามที่ กก.วล. มอบหมาย ตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 โดยพิจารณาข้อมูล ข้อเท็จจริงในทุกมิติอย่างรอบด้าน และครอบคลุมทุกภาคส่วน เกี่ยวกับผลกระทบของการก่อสร้างกำแพงริมชายฝั่งติดแนวชายฝั่งจาก ทช. และจากรายงาน EIA ที่ได้รับความเห็นชอบ ความเห็นของผู้ร้องเรียนที่ผ่านมา
ความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย กรมเจ้าท่า กรมโยธาธิการและผังเมือง และสำนักงบประมาณ ความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ ความเห็นของคณะทำงานพิจารณาทบทวนโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการ ซึ่งต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และความเห็นจากประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล กรณีการก่อสร้างกำแพงริมชายฝั่ง ติดแนวชายฝั่ง

รวมทั้งข้อเรียกร้องของกลุ่ม Beach for life เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2565 แล้ว เห็นควรกำหนดให้ “กำแพงติดแนวชายฝั่งทะเล ทุกขนาด” เป็นโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการ ซึ่งต้องจัดทำรายงาน EIA เนื่องจากโครงการประเภทนี้ไม่ว่าขนาดความยาวเท่าใดมีผลกระทบต่อการสูญเสียชายหาดและระบบนิเวศด้านหน้าของโครงสร้าง และมีการกัดเซาะต่อเนื่องไปยังพื้นที่ข้างเคียง ประกอบกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการควบคุมกำกับโครงการก่อสร้างกำแพงป้องกันคลื่นริมชายหาดและเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลยังอยู่ระหว่างดำเนินการ จึงไม่ทันต่อการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันตามข้อเสนอของ ทช.
และข้อเรียกร้องของผู้ร้องเรียน สผ. จึงได้เสนอ บอร์ดสิ่งแวดล้อม พิจารณาในการประชุมดังกล่าว ซึ่ง บอร์ดสิ่งแวดล้อม มีมติเห็นชอบให้ประกาศกำหนดให้กำแพงติดแนวชายฝั่งทะเล ทุกขนาด ต้องจัดทำรายงาน EIA โดยต้องเป็นโครงสร้างถาวรที่ใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งชนิดกำแพงป้องกันคลื่นริมชายหาด หรือเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล และต้องอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะเท่านั้น
ทั้งนี้ ก่อนการจัดทำ EIA โครงการต้องผ่านการพิจารณาตามขั้นตอนการกลั่นกรองโครงการ และได้รับความเห็นชอบตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งก่อน อย่างไรก็ตาม ไม่ให้ใช้บังคับกับโครงการที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567โดยผ่านการพิจารณาตามขั้นตอนการกลั่นกรองโครงการ ซึ่งได้รับความเห็นชอบตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และ ทช. ได้เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ต่อสำนักงบประมาณแล้วก่อนที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ
ทั้งนี้ สผ อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนการจัดทำร่างประกาศฯ เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อพิจารณาลงนาม และประกาศในราชกิจการนุเบกษาเพื่อให้มีผลใช้บังคับต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลานี้ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มีการร้องเรียนมายัง สผ.จำนวนมาก เรื่องพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างกำแพงกันคลื่น หรือเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งโดยองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องว่าด้วยเรื่องของการกัดเซาะ การพังทลายของหน้าดินในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ในพื้นที่ หาดชะอำ จ.เพชรบุรี ชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี ที่เคยเป็นหาดทรายกว้าง ลงเล่นน้ำทะเลได้ ปัจจุบัน กรมโยธาธิการได้ก่อสร้างกำเเพงกันคลื่น 3 ระยะ รวม 3 กิโลเมตร -ระยะที่ 1 ความยาว 1,438 เมตร งบประมาณ 102.974 ล้านบาท -ระยะที่ 2 ความยาว 1,219 เมตร งบประมาณ 74.963 ล้านบาท -ระยะที่ 3 ความยาว 318 เมตร งบประมาณ 48.5 ล้านบาท เป็นต้น

