ปลดล็อกกองทุนสุขภาพ ลดเหลื่อมล้ำ ‘ผู้ประกันตน-ขรก.’
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดสิทธิรับบริการสาธารณสุขเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพ และบริการสาธารณสุขอื่นที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต พ.ศ. … จำนวน 4 ฉบับ เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในการดูแลของกองทุนอื่นๆ ที่ไม่ใช่สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง สามารถใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ภายใต้การบริหารจัดการงบสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค หรืองบพีพี (P&P) โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.ฎ.จำนวน 4 ฉบับที่ผ่านการเห็นชอบจาก ครม.ส่งผลให้ 1.กลุ่มข้าราชการ หรือลูกจ้างของส่วนราชการและบุคคลในครอบครัว 2.ผู้มีสิทธิเบิกจ่ายเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของกรุงเทพมหานคร (กทม.) 3.พนักงานเมืองพัทยาและบุคคลในครอบครัวตามข้อบัญญัติเมืองพัทยา เรื่อง เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของพนักงานเมืองพัทยา และ 4.ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม กลุ่มนี้มีจำนวนราว 18 ล้านคนเศษ สามารถใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขที่เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพ และบริการสาธารณสุขอื่นที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตได้ เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ใช้สิทธิบัตรทองอีก 48 ล้านคน
สำหรับงบสร้างเสริมสุขภาพฯ วงเงิน 5,000 ล้านบาทเศษ มี 22 รายการ ได้แก่ 1.บริการการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก 2.บริการฝากครรภ์ 3.บริการการป้องกันและควบคุมโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียในหญิงตั้งครรภ์ 4.บริการการคัดกรองธาลัสซีเมีย และการคัดกรองซิฟิลิสในสามี หรือคู่ของหญิงตั้งครรภ์ 5.บริการป้องกันและควบคุมกลุ่มอาการดาวน์ในหญิงตั้งครรภ์ 6.บริการป้องกันและควบคุมภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ (TSH) และโรคฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ในเด็กแรกเกิด 7.การตรวจหลังคลอด 8.การทดสอบการตั้งครรภ์ 9.บริการวางแผนครอบครัวและการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ 10.บริการป้องกันการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย 11.บริการแว่นตาเด็กที่มีสายตาผิดปกติ
12.บริการคัดกรองรอยโรคเสี่ยงมะเร็งและมะเร็งช่องปาก (CA Oral Screening) 13.บริการตรวจคัดกรองและค้นหาวัณโรคในกลุ่มเสี่ยงสูง 14.บริการคัดกรองและประเมินปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพกาย/สุขภาพจิต 15.บริการตรวจยีน B RCA 1/BRCA 22 ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีความเสี่ยงสูงและญาติสายตรงที่มีประวัติครอบครัวตรวจพบยีนกลายพันธุ์ 16.บริการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคพันธุกรรมเมตาบอลิกด้วยเครื่อง Tandem mass spectrometry (TMS) 17.บริการคัดกรองโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก 18.บริการยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก 19.บริการวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก (T) ในผู้ใหญ่ 20.บริการเคลือบฟลูออไรด์ (กลุ่มเสี่ยง) 21.บริการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง (Fit test) และ 22.บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล
การเสนอร่าง พ.ร.ฎ.ทั้ง 4 ฉบับดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ครั้งนี้เป็นไปตามมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2566 โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. ได้เร่งรัดให้มีการดำเนินการเรื่องนี้เพื่อแก้ไขปัญหาให้
ผู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิบัตรทองได้เข้าถึงบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่จำเป็นโดยเร็ว เนื่องจากงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2566 รวม 2.4 แสนล้านบาท เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ในส่วนของงบสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค 2.1 หมื่นล้านบาท ปรากฏว่าเป็นส่วนของกลุ่มผู้ไม่มีสิทธิบัตรทอง 5,000 ล้านบาทเศษ แต่ยังไม่ได้รับอนุมัติให้มีการเบิกจ่ายเนื่องจากมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจขัดต่อกฎหมาย จึงเป็นที่มาให้ สปสช.ต้องหารือกับหน่วยงานดูแลกองทุนสุขภาพของกลุ่มผู้ไม่ได้ใช้สิทธิบัตรทอง อาทิ กรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา เป็นต้น เพื่อออก พ.ร.ฎ.กำหนดสิทธิรับบริการสาธารณสุข ให้ผู้อยู่ในการดูแลของกองทุนนั้นๆ สามารถใช้สิทธิได้ด้วย
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการและโฆษก สปสช. กล่าวว่า เมื่อออกเป็นพระราชกฤษฎีกาแล้วจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน เท่ากับว่าต่อไปในอนาคตปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีก หน่วยบริการสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากมีข้อกฎหมายรองรับคนไทยทุกคนไว้แล้ว ส่วนขั้นตอนต่อไปของร่าง พ.ร.ฎ.ทั้ง 4 ฉบับนั้น ล่าสุดอยู่ระหว่างการตรวจร่างโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะใช้เวลาปรับปรุงแก้ไขประมาณ 2 สัปดาห์ เมื่อแล้วเสร็จสำนักเลขาธิการ ครม.จะนำทูลเกล้าฯลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้ต่อไป โดยไม่ต้องนำเข้าที่ประชุม ครม.อีกครั้ง
“สำหรับร่าง พ.ร.ฎ. 4 ฉบับที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.แล้วนั้น จะครอบคลุมประชาชนที่อยู่นอกสิทธิบัตรทองกว่าร้อยละ 90 ประกอบด้วย กลุ่มผู้ประกันตน 12 ล้านคน กลุ่มข้าราชการ 6 ล้านคน ส่วนร่าง พ.ร.ฎ.อีก 2 ฉบับคือ กลุ่มพนักงานรัฐวิสาหกิจ และกลุ่มพนักงานในองค์กรอิสระที่ยังไม่แล้วเสร็จ รวมแล้วไม่ถึงร้อยละ 10 ยังต้องใช้เวลาในการเจรจาทำข้อตกลงร่วมกันอีกระยะหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกลุ่มนี้แม้จะยังไม่ได้สิทธิจากงบสร้างเสริมสุขภาพฯ เท่าที่ตรวจสอบก็ยังมีสวัสดิการดูแลอยู่แล้ว” ทพ.อรรถพรกล่าวทิ้งท้าย

