‘ชัชชาติ’ ปลื้มฟีดแบ๊กจัดหาบเร่ ซ.วิภาฯ62 ย้ำ ทำโครงการ ‘ไม่ต้องติดชื่อ-รูป’ ให้เป็นผลงานร่วม

24.03.23 | 13:56 น.

ชัชชาติ ปลื้มฟีดแบ๊กดี จัดระเบียบหาบเร่ ซ.วิภาฯ 62 แม่ค้าประชาชน ‘วิน-วิน’ ย้ำหน่วยงานทำโครงการไม่ต้องติดชื่อ-รูป ให้เป็นผลงานร่วมกัน

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่บริเวณซอยวิภาวดี 62 เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่เพื่อติดตามการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย

นายชัชชาติกล่าวว่า ซอยนี้เป็นซอยหนึ่งที่มีความสวยงาม เขตทางกว้างและมีต้นไม้เขียวตลอดเส้นทาง เดิมบริเวณซอยนี้จะมีหาบเร่แผงลอยบนถนน บางส่วนอยู่ในซอย มีรถจอดเกะกะไม่เป็นระเบียบ ส่งผลให้รถติด ปัจจุบันเขตได้ดำเนินการปรับพื้นที่ส่วนที่เป็นที่สาธารณะ ลาดยาง ทำที่ล้างมือ และจัดระเบียบผู้ค้า ซึ่งยังไม่ใช่การดำเนินการตามนโยบาย Hawker Centre เป็นเพียงการจัดระเบียบเพื่อให้คนเดินได้

“Hawker Centre เหมือนที่ประเทศสิงคโปร์ จะเป็นการจัดระเบียบที่เป็นเรื่องเป็นราวมากกว่านี้ มีที่ล้างจานให้ผู้ค้า ซึ่งขณะนี้ดูอยู่บริเวณด้านข้างศาลาว่าการ กทม.1 เสาชิงช้า และตามที่มีผู้สมัคร ส.ส.ลงพื้นที่และแจ้งว่าจุดนี้ไม่มีคนเลย ขอชี้แจงว่าจุดนี้ไม่ได้มีการทำการค้าทั้งวัน จะมีการค้าขายสำหรับพนักงานออฟฟิศช่วงเวลาเช้าถึงเที่ยงเท่านั้น ซึ่งเป็นการแบ่งปันพื้นที่ให้ผู้ค้าได้จอดรถทำการค้าให้เป็นระเบียบ ไม่เกะกะได้

Advertisement

จากการสอบถามประชาชนในพื้นที่ก็พบว่า หลังจากดำเนินการสภาพในซอยดีขึ้นมาก สะอาด และผู้ที่ทำงานแถวนี้ก็ได้รับความสะดวก ไม่ต้องเดินหลบบนถนน ประชาชนมีที่ทำมาหากิน ค้าขายได้ในราคาไม่แพง ซึ่งคงไม่สามารถทำแบบนี้ได้ทุกซอย คงต้องดูในพื้นที่ที่สามารถทำได้ และหากเพิ่มเป็นที่ล้างมือ มีโต๊ะนั่ง มีหลังคา ก็จะกลายเป็น Hawker Centre ได้ รวมถึงได้เน้นย้ำหน่วยงานไปด้วยว่า ทุกโครงการไม่ต้องติดตั้งเป็นชื่อหรือรูปของตัวเอง เพราะจะมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ ถือว่าเป็นผลงานร่วมกัน หากจะดูว่าดีหรือไม่ดี ให้ดูที่เนื้อหาไม่ใช่ชื่อ ก็ต้องขอโทษผู้ที่ไม่เห็นด้วยด้วย” นายชัชชาติกล่าว

 

จากนั้น นายชัชชาติกล่าวถึงภารกิจในช่วงเช้าที่ได้ไปลงพื้นที่บริเวณโลตัส ซอยสรงประภา เพื่อร่วมโครงการธนาคารอาหารและไม่เทรวม ว่าเป็นความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับโลตัส ซึ่งนำอาหารที่โลตัสไม่สามารถจำหน่ายได้ แต่ยังสามารถบริโภคได้อยู่มาถึงมือผู้ที่ต้องการ อย่างน้อยก็เป็นการแบ่งปันให้กับพนักงานกวาดที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง เนื่องจากระยะเวลาในการเน่าเสียของอาหารมีจำกัด ลดการนำอาหารไปเททิ้ง

“ในส่วนของอาหารที่บริโภคไม่ได้จริงๆ ก็จะนำไปทำปุ๋ย ซึ่งปัจจุบัน กทม.มีปริมาณขยะเปียกมากถึง 45% เมื่อเกิดการเน่าเหม็นจะทำให้เกิดกลิ่นและการคัดแยกทำได้ยาก ต้องค่อยเป็นค่อยไป กทม.เองก็ต้องเตรียมระบบโลจิสติกส์ที่ดี มีการขนถ่ายที่รวดเร็ว ที่สำคัญคือผู้บริโภคที่ต้องเสียสละเวลาในการแยกขยะ” นายชัชชาติระบุ