ฟังความเห็น ‘ท่านเปา-อัยการ’ ชูวิทย์รับเงินสารวัตรซัว ผิดฟอกเงินหรือไม่ ถ้าขอใบกำกับภาษีแสวงหาประโยชน์

24.03.23 | 15:50 น.

กรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ยอมรับว่ามีผู้นำเงินจำนวน 6 ล้านบาทมามอบให้โดยบอกว่าเป็นเงินของสารวัตรซัวเพื่อให้ยุติการแฉเรื่องบ่อนพนันออนไลน์ โดยนำเงินทั้งหมดไปมอบให้กับมูลนิธิและโรงพยาบาล ไปแล้วนั้น

ทำให้สังคมตั้งคำถามว่าแบบนี้ก็ได้หรือ แล้วนายชูวิทย์จะมีความผิดหรือไม่อย่างไรที่รับเงินจากเว็บพนันและทางโรงพยาบาลที่รับเงินไปนั้นจะเข้าข่ายมีความผิดข้อหาใดด้วยหรือไม่นั้น

แหล่งข่าวผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม กล่าวว่า อันดับแรกนายชูวิทย์รู้หรือไม่ว่าเงินนี้เป็นเงินที่ได้มาจากการพนันออนไลน์หรือเป็นเงินส่วนตัวของสารวัตรซัวซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้

อีกทั้งนายชูวิทย์ ไม่มีหน้าที่จับเว็บพนันเป็นเพียงผู้ให้ข้อมูลคือไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานจึงไม่มีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ตาม ป.อาญา ม.157 ไม่เหมือนกับกรณีที่ตำรวจไปรับเงินจากบ่อนหรือเว็บพนัน

ประเด็นต่อมานายชูวิทย์จะมีความผิดรับของโจร ตาม ป.อาญา ม.357 หรือไม่นั้น การกระทำตามความผิดนี้ ต้องเป็นการรับทรัพย์สินอันได้มาโดยการกระทำความผิด ลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ แต่กรณีนี้เป็นการรับเงินมาจากเว็บพนันจึงไม่เข้าข่ายความผิดเรื่องของการรับของโจร

Advertisement

ส่วนจะเข้าข่ายความผิดเรื่องของการกรรโชกทรัพย์หรือไม่ แหล่งข่าวผู้พิพากษาบอกว่าการกรรโชกทรัพย์หรือการรีดเอาทรัพย์คือการข่มขู่ผู้ใดว่าจะเปิดเผยความลับหรือทำร้ายร่างกายถ้าไม่ให้เงิน แต่กรณีนี้มีผู้นำเงินมาให้นายชูวิทย์เพื่อให้ยุติการแฉเรื่องของเว็บพนันออนไลน์ แม้นายชูวิทย์จะรับเงินไว้และรับว่าจะหยุดแฉเว็บพนันถ้าจะเป็นความผิดก็น่าจะเข้าข่ายความผิดเรื่องผิดสัญญาตามกฏหมายแพ่ง แต่การสัญญาลักษณะนี้น่าจะเข้าข่ายขัดต่อความสงบเรียบร้อยทำให้สัญญาไม่สามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย

ประเด็นต่อมามูลนิธิหรือโรงพยาบาลที่รับเงินจากนายชูวิทย์จะมีความผิดตามกฏหมายหรือไม่นั้นเมื่อทางโรงพยาบาลหรือมูลนิธิไม่รู้ว่านายชูวิทย์ได้เงินมาอย่างไร เพราะนายชูวิทย์เป็นผู้นำเงินมามอบให้เอง ดังนั้นต้องถือว่าเงินจำนวนนี้เป็นของนายชูวิทย์ โดยมูลนิธิและทางโรงพยาบาลรับเงินจากนายชูวิทย์โดยตรง ไม่ได้รับเงินจากสารวัตรซัวหรือเงินผิดกฎหมายที่มาจากเว็บการพนัน จึงไม่มีความผิดในการรับเงินก้อนนี้แต่อย่างใดและไม่จำเป็นต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าว

ส่วนกรณีที่นายชูวิทย์ ยกที่ให้สาธารณะเพื่อนำไปยื่น ต่อศาลเพื่อขอลดโทษนั้น แหล่งข่าวผู้พิพากษากล่าวว่าถ้าเป็นการยกที่ให้สาธารณะแม้ไม่ได้มีการจดทะเบียนยกที่ให้ ที่ดินดังกล่าวก็ต้องตกเป็นของสาธารณะ ถ้ามีการผิดสัญญาหน่วยงานที่ได้รับมอบก็ต้องไปตรวจสอบ แต่ไม่ใช่หน้าที่ของศาลเพราะคดีสิ้นสุดไปแล้ว แต่ถ้ามีการจดทะเบียนยกให้เป็นที่สาธารณะถ้าจะเพิกถอนต้องออกเป็น พ.ร.บ.เพื่อยกเลิกความเป็นที่ดินสาธารณะ แต่ถ้าเป็นแค่การ “อุทิศ” ให้สาธารณะเพื่อให้คนมาวิ่งออกกำลังกายหรือนั่งพักผ่อนหย่อนใจลักษณะนี้ที่ดินดังกล่าวยังเป็นของนายชูวิทย์อยู่ เป็นเพียงการยินยอมให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดินของตัวเองแต่หากเมื่อใดเจ้าของที่ดินไม่อยากให้ที่ของตนเป็นที่ก็สามารถเอาคืนได้

ด้านเเหล่งข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีการรับเงินดังกล่าวของนายชูวิทย์จะเป็นความผิดสำเร็จเเละผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ ว่า จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสื่อที่นายชูวิทย์รับว่าได้เงินจากสารวัตรซัว การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายกระทำผิดฐานฟอกเงินได้ เเละการที่นายชูวิทย์ออกมารับว่ามีเหตุการณ์เเละการกระทำดังกล่าวเกิดจริง เเละถ้าพิสูจน์เเล้วเป็นเรื่องจริงก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จ ถ้ามีใครที่ไปเเจ้งความดำเนินคดีก็สามารถทำได้ เพราะเมื่อเงินมาจากการพนันที่เป็นของสารวัตรซัว คนที่รับเงินจากสารวัตรซัวซึ่งเป็นคดีการพนันเเล้วเอาไปจำหน่ายจ่ายเเจกมันก็คือเรื่องฟอกเงิน สังเกตได้ว่าพอโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่งทราบเรื่องก็ดำเนินการเเจ้งรีบคืนเงินดังกล่าว เรื่องนี้ถ้านายชูวิทย์จะสู้ว่าไม่รู้ เเต่ในข้อเท็จจริงจะสู้ว่าไม่รู้กฎหมายได้อย่างไร เเละนายชูวิทย์เองก็รับเเล้วว่าเป็นเงินจากสารวัตรซัวที่ให้เพราะขอให้ปิดข่าวหรืออะไรก็ตาม แต่ก็ถือว่ารับเเล้วว่าได้เงินจากสารวัตรซัวซึ่งเป็นผู้ต้องหาการพนันซึ่งเป็นความผิดมูลฐานฟอกเงิน มาตรา 5 (3) ซึ่ง (3) สร้างขึ้นมาคุมการกระทำความผิดไว้

แหล่งข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุดอีกคนกล่าวว่า การกระทำของนายชูวิทย์จะเข้าข่ายกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่นั้น ต้องดูจากการสอบสวนเป็นหลักที่เป็นลักษณะของคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าสอบสวนแล้วข้อเท็จจริงพบว่านายชูวิทย์ได้กระทำดังกล่าวจริงก็จะเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน แต่พอเวลาจริงนายชูวิทย์ก็อาจจะให้การไม่เหมือนที่สัมภาษณ์ออกสื่อก็ได้เรื่องนี้ต้องดูที่การสอบสวนเป็นหลัก

มีข้อสังเกตที่เห็นชัดคือ ทางโรงพยาบาลทั้ง2 แห่งต่างออกมาประกาศคืนเงินภายหลังทราบข่าวว่าเงินที่นำมาบริจาคเป็นเงินของสารวัตรซัวซึ่งมีหมายจับในความผิดฐานพนันฟอกเงิน นั้นแปลว่าโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่งได้แสดงเจตจำนงว่าจะไม่รับเงินที่ไม่ขาวสะอาด

และมีข้อสังเกตหนึ่งที่ต้องไปดูว่า ถ้าชูวิทย์ขอออกใบกำกับภาษีซึ่งการบริจาคโรงพยาบาล สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า การที่ชูวิทย์บริจาค 6 ล้านก็หักค่าใช้จ่ายได้ 12 ล้านก็จะเป็นการแสวงหาประโยชน์จากเงิน ไม่ว่าจะใช้ในนามคนที่เกี่ยวข้องจะเป็นบริษัทห้างร้านก็มีผลให้ช่วยหักค่าใช้จ่าย ก็เท่ากับเป็นการแสดงเจตนาแสวงหาผลประโยชน์จากตรงนี้ด้วย

ในส่วนโรงพยาบาลยืนยันว่าไม่มีความผิด ยกเว้นนายชูวิทย์จะไปบอกก่อนบริจาคว่าเป็นเงินสารวัตรซัวที่มาจากการพนันซึ่งข้อเท็จจริงก็คงไม่ได้ทำแบบนั้นจึงเท่ากับว่าเป็นเงินบริจาคของนายชูวิทย์เอง