เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่บริเวณสนามหลวง บรรยากาศการเข้าถวายบังคมพระบรมศพยังคงเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ประชาชนทุกสารทิศทยอยเดินทางมาเป็นจำนวนมาก
นางวิไลวรรณ การัณ แม่บ้านอายุ 60 ปี กล่าวว่า เดินทางจากบ้านย่านประชาอุทิศมาที่สนามหลวงทุกวันนับแต่วันที่ 13 ต.ค. โดยนั่งรถเมล์มาคนเดียว ส่วนคนในครอบครัวหากวันไหนว่างเว้นจากงานก็จะมาพร้อมกันเป็นประจำ
“อยู่บ้านก็นั่งร้องไห้คนเดียว คนที่บ้านชวนคุยก็ไม่อยากคุย บอกแค่ว่าอยากมาสนามหลวง มาอยู่ใกล้ๆ พ่อหลวง ทุกวันเราตื่นขึ้นมา 6 โมงเช้าก็นั่งรถเมล์มา ได้มาก็รู้สึกสบายใจ ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ มาคุยกับคนโน้นคนนี้ คอยบอกทางบอกข้อมูลกับคนที่เพิ่งมา ไม่เคยเบื่อเลย วันไหนที่ไม่ได้มาจะรู้สึกเหมือนขาดอะไร อยากมาอยู่ใกล้ๆ พ่อหลวง คงจะมาต่อไปเรื่อยๆ เพราะเราเองก็ตั้งใจอยู่แล้วว่าจะไว้ทุกข์เป็นปี ที่ผ่านมาเวลามีงานพิเศษเราก็จะมารอเฝ้าฯรับเสด็จทุกครั้ง เมื่อครั้งที่ท่านประทับอยู่ศิริราช เราก็มา แต่วันที่ 12 ต.ค.น้องเสียชีวิต เราก็เสียใจที่ไม่ได้มา พอถึงวันที่ 13 ต.ค. ใครมาบอกข่าวเราก็ไม่เชื่อ จนลูกสาวลูกชายโทรมาบอกเราก็ร้องไห้” นางวิไลวรรณกล่าว
น.ส.สุมาลี สุวรรณสังข์ ช่างตัดเสื้ออายุ 38 ปี กล่าวว่า แม้ตนเองจะนับถือศาสนาอิสลาม ไม่ได้เข้าไปถวายบังคมพระบรมศพในพระบรมมหาราชวัง แต่ก็เดินทางมาบริเวณสนามหลวงหลายครั้ง โดยวันนี้มารอรับน้องสาวที่เดินทางมาจาก จ.ชุมพรเพื่อถวายบังคมพระบรมศพโดยเฉพาะ
“น้องสาวมาจากชุมพรถึงสนามหลวงตี 3 คิดว่าจะถวายบังคมเสร็จตอนช่วงเย็นๆ เพราะวันนี้คนเยอะ ส่วนเราเป็นอิสลามไม่ได้เข้าไป แต่เพื่อนก็ชวนกันมาหลายครั้ง อยากมาดูบรรยากาศ ชาวอิสลามซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านมาก ท่านทรงมีเมตตา ขณะที่ไทยเป็นเมืองพุทธแต่ท่านก็ทรงเมตตากับคนอิสลาม ซาบซึ้งในน้ำพระทัยของพระองค์ท่าน โดยเฉพาะที่มีการก่อตั้งสุเหร่าตามจังหวัดภาคใต้” น.ส.สุมาลีกล่าว
นายเปา เวียงแก้ว ชาวเขาเผ่าลั๊วะอายุ 46 ปี กล่าวว่า ตนพร้อมพี่น้องชนเผ่าลั๊วะจาก จ.เชียงรายเดินทางมาพร้อมกันพันกว่าคน โดยจัดหารถบัส 25 คันมากันเอง ออกเดินทางตั้งแต่เมื่อวานมาถึงสนามหลวงตอนตี 3 และเข้าถวายบังคมเสร็จราวบ่ายสาม เป็นการสมัครใจกันมาเพราะระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน


