คืบหน้ากรณี ความผุกร่อนของชั้นหินดินดานที่แทรกตัวสลับกับชั้นของหินทรายบริเวณภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ผาแต้ม โดยมีหินร่วงหล่นในบางจุด ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2558 จนถึงปัจจุบัน
นายพเยาว์ เข็มนาค ข้าราชการบำนาญ กรมศิลปากร กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว มองว่ากรมศิลปากรควรก่อตั้งโครงการเพื่อศึกษาและรวบรวมข้อมูลของภาพเขียนสีที่ผาแต้มอีกครั้ง หลังจากเคยมีการคัดลอกภาพเขียนสีมาแล้วในโครงการโบราณคดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในราว พ.ศ.2524-2525 หรือเกือบ 40 ปีก่อน ซึ่งตนเป็นผู้คัดลอกภาพเขียนสีบริเวณผาแต้มเป็นคนแรก ขณะมีตำแหน่งเป็นนายช่างโยธา นอกจากนี้ ยังควรมีการคัดลอกภาพเขียนสีทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการอนุรักษ์ในอนาคต เนื่องจากยังมีแหล่งโบราณคดีอีกหลายแห่งที่ยังไม่มีการคัดลอก บันทึกข้อมูลและศึกษาอย่างจริงจัง โดยจะนำเสนอในที่งานประชุมเรื่อง “การอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งบค.ภาพเขียนสีผาแต้ม ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จ.อุบลราชธานี” จัดโดยสำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี ที่รร. สุนีย์ แกรนด์ แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ระหว่างวันที่ 21-22 ธ.ค.นี้ ซึ่งตนเป็นหนึ่งในวิทยากร
“กรมศิลปากร ควรตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจ หรือทำโครงการศึกษาภาพเขียนสีทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพราะนับวันมีแต่จะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา จากที่เคยคัดลอกภาพที่ผาแต้มไว้ช่วงปี พ.ศ.2524-2525 ตอนนี้คงมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โครงการครั้งนั้นต่อเนื่องมาจากโครงการศึกษาแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จ.อุดรธานี ซึ่งนักวิชาการอยากหาความสัมพันธ์ระหว่างบ้านเชียงกับแหล่งอื่นๆในอีสาน วิธีการในยุคนั้นคือการใช้แผ่นพลาสติกใส ทาบบนหน้าผาที่มีภาพเขียน ขึงด้วยเชือก แล้วนำปากกาเมจิกหลายๆสีมาลอกลายเส้นตามขนาดจริง ความยาวของหน้าผาที่มีภาพ ตกประมาณ 180 เมตร ขึงทีเดียวไมได้ ก็ต้องค่อยๆทำทีละจุด นอกจากนี้ ยังต่องทำผังกำหนดความสูง ต่ำ แล้วจึงย่อส่วนทีหลังลงในแผ่นกระดาษไข เพื่อนำไปใช้งานต่อไป ซึ่งที่ผ่านมามีการตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่ม แต่น่าเสียดายที่ต้นฉบับไม่อยู่แล้ว เพราะเป็นพลาสติก เคยฝากไว้ในโกดังที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง พอพับแล้วผ่านไป 1-2 ปีเนื้อพลาสติกและเส้นหมึกติดกันเป็นปึก ไม่มีใครดูแล” นายพเยาว์กล่าว

