กรมอนามัย เตือน เชียงราย ฝุ่นพุ่งสูงเกินค่า WHO 32 เท่า ผู้มีโรคประจำตัวอันตรายถึงชีวิต เผยล่าสุดภาคเหนือพบ ปชช.มีการป่วยจาก PM2.5 กว่า 73%
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากกรณีที่ เมื่อวันที่ 26 มี.ค. พบค่าฝุ่น PM2.5 สูงถึง 480 มคก./ลบ.ม. ในพื้นที่ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย สูงกว่าค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของประเทศไทย 9 เท่า และสูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) 32 เท่า นอกจากนี้ ยังพบว่า อีก 11 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน บึงกาฬ หนองคาย และนครพนม มีค่าฝุ่นอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ มากกว่า 91 มคก./ลบ.ม.
นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า สัปดาห์นี้พื้นที่ภาคเหนือและอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านยังคงมีแนวโน้มการสะสมฝุ่น PM2.5 เนื่องจากลมนิ่ง มีการเผาทั้งในประเทศและจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งพบจุดความร้อนสะสมในเดือน มี.ค.สูงถึง 25,209 จุด ส่งผลให้ฝุ่น PM2.5 อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ระดับค่าฝุ่นส่งผลให้มีอาการต่างๆ เช่น แสบตา คันตา ตาแดง ระคายเคืองผิวหนัง ไอ หายใจลำบาก แน่นหน้าอกแล้ว ผู้ที่มีโรคหัวใจและระบบทางเดินหายใจจะมีอาการที่รุนแรงมากขึ้น หากได้รับในปริมาณมากในระยะยาว ฝุ่น PM2.5 จะทำให้เกิดการอักเสบภายในร่างกาย เข้าไปทำลายระบบต่างๆ ในเซลล์ปอด ทำให้เกิดโรคระบบหัวใจ หลอดเลือด และมะเร็งในระยะยาว
สำหรับข้อมูลจากการเฝ้าระวังอาการตนเองของประชาชน ผ่านระบบ 4HealthPM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือช่วง มี.ค.2566 พบว่า ประชาชนมีอาการที่เกี่ยวข้องกับการรับสัมผัสฝุ่นถึงร้อยละ 73.2 ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า ม.ค.-ก.พ.2566 โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 5-14 ปี และผู้สูงอายุ กรมอนามัยจึงขอให้ประชาชนเฝ้าระวังและดูแลสุขภาพตนเองโดย 1.ลดระยะเวลาหรืองดออกนอกอาคารโดยไม่จำเป็น หากออกนอกบ้านให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น 2.งดการออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจ
3.อยู่ในบ้าน ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด หากทำห้องปลอดฝุ่นได้ ให้อยู่ในห้องปลอดฝุ่น 4.ดูแลสุขภาพเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว สังเกตอาการ หากมีอาการรุนแรง เช่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ให้รีบไปพบแพทย์ และ 5.งดการเผา และช่วยสอดส่อง ป้องกันไม่ให้มีการเผาในชุมชน

