หน้าแรก ในประเทศ ประชาชาติธุรก...

ประชาชาติธุรกิจจัดสัมมนา ‘เชียงใหม่ Next Step’ นักธุรกิจแห่ฟังเปิดมุมมองล้นห้อง

9.12.16 | 18:10 น.

วันที่ 9 ธันวาคม 2559 เมื่อเวลา 13.00 น. ณ ห้องลานนา บอลรูม โรงแรมแชงกรี-ลา จังหวัดเชียงใหม่ นายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การสัมมนา “เชียงใหม่ Next Step เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน” ว่า ปัจจุบันไม่จำกัดแค่การนำเสนอข่าวสารในหนังสือพิมพ์ กระดาษอีกต่อไป แต่หลายท่านคงเป็นแฟนเพจประชาชาชาติ และมติชน ซึ่งนำเสนอช่องทางที่เป็นสื่อ คือการนำท่านที่มีความรู้มีประสบการณ์มีข้อมูลมีความคิดอ่านกวางขวางมาพบปะกับผู้สนใจใฝ่รู้ โดยตรงในรูปแบบการเสวนา ซึ่งประชาชาติทำมาเป็นเวลา 10 ปี และปีนี้หัวข้อหลักในการเสวนาทุกที่และเชียงใหม่คือ เรื่องการเปลี่ยนแปลง ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี การเมือง ผลกระทบที่เกิดกับเศรษฐกิจ ธุรกิจ และวิถีชีวิตประจำวันของเราทุกคน เมื่อ 2 วันก่อน มีคลิปวิดิโอของอเมซอนปล่อยออกมาเรื่อง Just Walk Out ที่เตรียมจะนำเสนอในต่างประเทศในปีหน้า แสดงให้เห็นว่าต่อไปไม่ต้องใช้เงิน ไม่มีแคชเชียร์ มีแค่โทรศัพท์มือถือและแอพลิเคชั่น แค่หยิบและเดินออกมา หากเกิดและเป็นจริง แสดงถึงการนำเทคโนโลยีมาแทนที่ในทุกแห่งทั่วโลก ส่วนจะเร็วแค่ไหนอย่างไรนั้น วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้มาให้ข้อมูล ความเห็น แต่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วแน่นอน ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ ต้องการหรือไม่ต้องการ แต่เราต้องตั้งรับ ซึ่งหน้าที่สื่อคือการนำความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงมาให้คนในสังคมได้รับรู้และเรียนรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

201612091532167-20021028190355
ด้านนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเปิดการสัมมนาว่า ขณะนี้เราเจอกระแสความเปลี่ยนแปลง กฎเกณท์การค้า ลงทุน เทคโนโลยี การเรียนรู้และปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งย่อมเกิดผลกระทบต่อการพัฒนาของประเทศ จังหวัดเชียงใหม่ภาพตัวเองถือเป็นเมืองที่มีฐานทางเศรษฐกิจที่ดี เป็นอันดับ 1 ในภาคเหนือ เป็นศูนย์กลางมากมาย แต่ก็มีปัญหาที่ต้องแก้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เชียงใหม่มีความสวยงามทางทรัพยากร ธรรมชาติ แต่ทุกวันนี้จะเหลือใครอู้คำเมืองกับนักท่องเที่ยว ร่องรอยการทำลายทรัพยากร การคมนาคม เครื่องบินดีเลย์ รถติด เราบอกว่าเชียงใหม่เป็น Smart City แต่พอออกไปไม่กี่กิโลเมตร กลับไม่มีสัญญาณ มีอาหารและการทำเกษตรแบบมักง่าย ไม่ปราณีต ทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ การเสวนาในวันนี้น่าจะเป็นทิศทางที่ชัดเจนว่า ถ้าเราจะพัฒนาเชียงใหม่ไปข้างหน้า เราจะวาดภาพเชียงใหม่ในอนาคต 30 ปี จะเป็นเมืองและพัฒนาไปอย่างไร ขณะนี้เริ่มมีการแลกเปลี่ยนและข้อเสนอแนะผลักดันให้ไปในทิศทางที่ชัดเจน พร้อมก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามเป้าที่วางไว้ แต่บางอำเภอ อาทิ อ.กัลยาณิวัฒนา อมก๋อย ได้แค่ 1 ก็พอใจแล้ว เชียงใหม่พร้อมผลักดันโดยอาศัยฟันเฟืองของทุกภาคส่วน และเชียงใหม่ยังเต็มไปด้วยผู้คนที่ตั้งใจและมุ่งมั่นพัฒนาร่วมกัน

จากนั้น ดร.ปรเมธี  วิมลศิริ  เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวปาฐกถาพิเศษในห้วข้อ ′เชียงใหม่ Connectivity′ ว่า คงเป็นการให้เห็นภาพรวมของเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญของภาคเหนือและประเทศไทย มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 มีประชากร 1.7 ล้านคน มูลค่าทางเศรษฐกิจปี 2557 ประมาณ 2 แสนล้าน รายได้โดดเด่นด้านหนึ่งคือการท่องเที่ยวสูงมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ นักท่องเที่ยว 9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.1% หรือ 82,570 ล้านบาท น่าเที่ยวเป็นที่ 2 ของโลก อันดับหนึ่งของเอเชีย ศักยภาพและข้อสรุปท่องเที่ยวคือ น่าเที่ยวและมีศักยภาพต่อไป น่าเที่ยวแต่น่าอยู่หรือไม่ ทำงานและอยู่อาศัย เที่ยวสนุกและอยู่สบายหรือเปล่า เป็นเรื่องท้าทายในการเป็น Next Step ของเชียงใหม่

“โครงสร้างเศรษฐกิจเชียงใหม่ ภาคบริการถือว่ามีความสำคัญ มีสัดส่วนปี 2557 คือ 12.3% รายได้ทางการท่องเที่ยวเติบโตสูงเป็นพิเศษ ถอยไปปี 2554 โรงแรมเพิ่มขึ้นจาก 5 เป็น 10% ค้าส่งค้าปลีกเติบโต ในภาคบริการ ขนส่ง และการเดินทาง รวมแล้วการท่องเที่ยว ธุรกิจการค้า เป็นสาขาที่ค่อนข้างเจริญเติบโต และเป็นโอกาสและรายได้ที่ดีในช่วงที่ผ่านมา ส่วนเกษตรเองประมาณ 22% ของเศรษฐกิจ ความมั่นคงที่เป็นฐานสร้างโอกาสและต่อยอดที่ยังมีศักยภาพและไม่ควรละเลย ไม่ควรพึ่งสาขาไหนสาขาเดียว ควรมีตัวช่วยและรับรอง ภาคเกษตรที่โดดเด่นและมีบาทบาทมากในระยะหลังปี 2554 คือ ผลไม้ พื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น 10 ปี จาก 6 แสนไร่ เป็น 7 แสน มีมูลค่าเพิ่มขึ้น จาก 1,400 ล้านบาท เป็น 25,000 ล้านบาท น่าจะมีโอกาสที่สำคัญ สตรอเบอรี่ ผลไม้ยืนต้นก็เพิ่มขึ้นเป็น 60% ในภาคเกษตร ยังไม่รวมพืชผัก ความมั่งคั่งน่าอยู่ยั่งยืน แต่ก็มีเสียงบ่น เป็นโอกาสท้าทาย ดูเหมือนจะมีเรื่องปัญหาจราจร เศรษฐกิจ เป็นเมืองดึงดูดคนเข้ามา ทำให้การจาจรติดขัดตลอดทั้งวันในเส้นหลักของเมือง ระบบขนส่งและการจัดระเบียบของเมืองก็เป็นความท้าทาย” ดร.ปรเมธี กล่าว

201612091532166-20021028190355
ดร.ปรเมธี กล่าวว่า การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ช่วงแผน 12 ก็มีการเตรียมพัฒนาที่สอดคล้องตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ซึ่งต่างกัน ในภาคเหนือมีกลุ่มจังหวัดมีหลายประเด็นที่อยู่ในการพัฒนา เช่น กลุ่มท่องเที่ยว อารยธรรมล้านนา เชิงธรรมชาติ เป้าหมายการประชุม Mice เชิงกีฬา การผจญภัย การพำนักระยะยาว เศรษฐกิจบริการสร้างสรรค์ มีการคิดและหารือร่วมกันของภาครัฐและเอกชน ส่วนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ผักผลไม้ มีเชียงใหม่อยู่ในแผน สังคม ป่า น้ำ และหมอกควัน ผู้สูงอายุ การพัฒนาเมือง สิ่งที่จะเกิดในอนาคตเพิ่มเติม คือ Connectivity ระบบราง หรือการขนส่งที่เป็นหัวใจของการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ เกี่ยวข้องกับเชียงใหม่ เชื่อมโยงภาคกลางมาสู่เชียงใหม่อาศัยระบบราง ปัจจุบันยังไม่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีแผนค่อนข้างใกล้คือ การพัฒนารถไฟรางคู่ในหลายช่วง จากลพบุรี-ปากนำโพ คาดแล้วเสร็จในปี 2563 เส้นปากน้ำโพ-เด่นชัย กำหนดเปิดให้บริการปี 2564 หมวดรถไฟรางคู่จะรวดเร็วปลอดภัยขึ้นมีแน่นอน ช่วงนี้มีการนำรถคันใหม่มาวิ่งบริการให้สะดวกขึ้นในระดับหนึ่งก่อน

Advertisement

“มีโครงการรถไฟในรางมาตรฐาน ทำให้วิ่งในความเร็วสูงขึ้น ในแผนเชื่อมจากกรุงเทพมหานคร-เชียงใหม่ ความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชม. อยู่ระหว่างความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งการศึกษาความเหมาะสมโครงการจะแล้วเสร็จในปี 2559 คือในอีกไม่กี่วัน แต่การลงทุนยังต้องรอการพัฒนาซึ่งมีเรื่องที่ต้องดูคือ มูลค่าการลงทุน ผลตอบแทน ราคา การชดเชยที่ต้องทำเพิ่มเติมให้โครงการเกิดขึ้น ตอบโจทย์การศึกษาภายในปีนี้ กำลังเร่งคงใช้เวลาเพราะลงทุนกว่า 5 แสนล้าน” ดร.ปรเมธี กล่าวอีก

ดร.ปรเมธีได้กล่าวสรุปว่า  Connectivity คือ การเพิ่มขึ้นแน่นอน และดูเหมือนเชียงใหม่จากศัภาพที่มีอยู่สูง คงอยู่ในแผนใหญ่ของประเะทศ และจัดสรรงบประมาณมาเยอะพอสมควร สร้างความเชื่อมโยงและโอกาส แต่จะใช้โอกาสได้สมกับการลงทุนแค่ไหน คนมีความต้องการเชื่อมโยงมาเชียงใหมได้อีกเยอะ ในเวลาที่รวดเร็วขึ้น ทำให้คนมามากขึ้น ในทางเศรษฐศาสตร์ก็บอกว่ามีความต้องการและมีอะไรเกิดขึ้น เมื่อคนอยากกินกาแฟแก้วแพงๆ อยากได้ที่พักราคาถูกก็คงมี แต่คนเชียงใหม่อยากได้หรือเปล่า Next Step การใช้ให้เกิดประโยชน์และเกิดสิ่งที่เราต้องการ เป็นความท้าทายของเชียงใหม่ ที่ดูมีความเข้มแข็งอยู่ในหลายกลุ่มที่เริ่มหารือและคิดถึงเชียงใหม่ในด้านไหนและรองรับอย่างไร ท่องเที่ยวแบบไหน เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ ประชากรเชียงใหม่ 1.7 ล้านคน จะสร้างความเข้มแข็งจากภายในหรือจากจังหวัดในการสร้างโอกาสความเป็นเมืองที่จะเกิดขึ้นได้ ให้เกิดโอกาสที่จะสำเร็จ นั่นคือการแปลงโอกาสให้เป็นผลตอบแทน จากวิสัยทัศน์ของผู้ที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเชียงใหม่เอง

หลังจากนั้นนายเรืองโรจน์ (กระทิง) พูนผล ขึ้นบรรยายพิเศษหัวข้อ “ดิจิทัล-โลกใบใหม่ธุรกิจไทย” โดยระบุว่า ปัจุบันนี้เราอยู่ในช่วงการทำลายล้างที่สร้างสรรค์ อายุเฉลี่ยของบริษัทที่ลดลงเรื่อยๆ จากยาวนานมาก เหลือ 7 ปี ต่อไปจะไม่ถึง 15 ปี คือยังไม่ได้ทำบัตรประชาชนแต่ต้องตายก่อน เช่น ร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก Bordders ยังเจ๋ง ร้านเช่าวิดิโอเคยคิดว่าดูหนังออนไลน์ไม่สำคัญ แต่เวลาแค่ 10 ปี ที่เราเข้าสู่ยุค Innovate Or Die ถ้าไม่ปรับตัวตาย

“ธุรกิจโลกดิจิตอล บางแห่งสร้างจากคนแค่ 13 คน สร้างคนตัวเล็กมาถล่มคนตัวใหญ่ให้ตายไปในที่สุด ไม่มีห้องทำงาน บริษัทโทรศัพท์ใหญ่ไม่มีเสา แต่เป็นสื่อใหญ่ในโลก แต่เราสร้างสื่อขึ้นมาเสพกันเอง อาจจะดูเหมือนแกะตัวเล็กๆ แต่จริงๆ เป็นหมาป่าที่น่ากลัวแฝงตัวอยู่และพร้อมจะขย้ำแกะทั้งฝูง ดิจิตอลกลืนเข้ามาสู่ตัวคน เงินหายไปจากการทำธุรกิจ นิตยสารหายไปจากสังคม ยุคนี้ผู้ชนะคือกูเกิล เฟชบุ๊ค ยูทูป เงินหายไปจากอุตตสาหกรรมไปสู่คนที่ทำดิจิตอล เพราะคนไทย 70% ใช้สมาร์ทโฟน ออนไลน์ทกุวัน หรือ Every Day Every One Go Online อายุต่ำกว่า 15 ปี เราออนไลน์มากกว่าทำงานและนอน คนเริ่มจากแชทแอพพิเคชั่นสั่งได้ทุกอย่าง Wechat ของจีนสั่งซื้อและทำทุกอย่างได้หมด นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกและเมืองไทย”   นายเรืองโรจน์ กล่าว

201612091532169-20021028190355
นายเรืองโรจน์ กล่าวว่า สังคมปัญญาประดิษฐ์ จะทำให้การใช้คนลดลงทุกอย่าง ต่อไปทุกอย่างจะใช้ทรัชสกรีน สั่งการหุ่นยนต์ให้ทำงานแทน ล้ำหน้าไปเรื่อย ๆ 5 ปีข้างหน้าทุกอย่างจะเข้ามาหมด เชื่อว่าคนไทยไม่แพ้คนในโลก หากคนไทยทุกคนลุกขึ้นปรับตัวและเดินหน้าสอดรับกับโลกยุคใหม่ เชื่อว่าใน 5 ปี คนไทยและคนเชียงใหม่ก็จะก้าวหน้าหากเราไม่ยอมแพ้

ทั้งนี้ในช่วงท้ายมีการเสวนาพิเศษหัวข้อ “สร้างธุรกิจให้ติดลม” โดยนายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด นายธีรศานต์ สหัสสพาศน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกรรมการผู้จัดการบริษัท JM Cuisine น.ส.บุณย์ญานุช  บุญบำรุงทรัพย์  รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด โดยมีนนายสรกล อดุลยานนท์ หรือ หนุ่มเมืองจันท์ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ซึ่งสรุปได้ว่า การทำธุรกิจต้องมองมุมที่แตกต่าง อยู่ในสายตาลูกค้าในทุกทาง โดยเฉพาะโลกออนไลน์ ค้นหาอย่างไรต้องเจอชื่อแรก ติด # ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยว ใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียให้ตรงเป้าหมายลูกค้า ทำบางอย่างที่คนอื่นไม่ทำ ขอบคุณกูเกิล ยูทูป เฟซบุ๊ก ที่ทำให้บริษัทเล็กๆ มีที่ยืนในโลกและเข้าไปยืนในใจลูกค้าได้ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักธุรกิจชาวเชียงใหม่มากกว่า 450 คน ที่เข้าฟังจนล้นห้องประชุม