เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม นายวัลลภ รัตนไชยวรรณ อายุ 50 ปี ประธานชมรมชาวเขาเผ่าลั๊วะปลาง จ.เชียงราย ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้นำคณะชาวเขาเผ่าลั๊วปลาง จ.เชียงราย ที่อาศัยและประกอบอาชีพในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,800 คน เข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท กล่าวด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณว่า เมื่อทราบข่าวการสวรรคตของพระองค์ ชาวเขาต่างรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ตนในฐานะประธานชมรมฯ จึงได้รีบติดต่อทางโทรศัพท์ และใช้วิธีแบบปากต่อปาก ไปยังชาวเขาทุกคนที่อพยพมาประกอบอาชีพ และบางส่วนเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งมีความรักและภักดีต่อในหลวง รัชกาลที่ 9 เหมือนกัน โดยสามารถรวบรวมมาได้ประมาณ 1,800 คน นัดมาเจอกันที่วันต้นเชือก อ.ศาลายา จ.นครปฐม จากนั้นเดินทางออกจากวัดประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 9 ธันวาคม รอประมาณ 13 – 14 ชั่วโมง ถึงจะได้เข้ากราบสักการะ แต่ไม่มีใครเหน็ดเหนื่อย เพราะทุกคนล้วนตั้งใจที่จะมาหาในหลวงสักครั้งหนึ่งในชีวิต

นายวัลลภ กล่าวต่อว่า ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวเขา จ.เชียงรายอย่างมาก ทรงมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกับชาวเขามากมาย ทั้งพระราชทานที่ดินทำกิน จำนวน 4,000 ไร่ ให้แก่ชาวเขา โครงการหลวงที่เปลี่ยนพื้นที่การปลูกฝิ่นให้กลายเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชผัก ผลไม้เมืองหนาว การเปลี่ยนชาวเขา ให้เป็นชาวเราด้วยการพระราชทานสัญชาติไทยให้แก่ชาวเขา ซึ่งเป็นการลดความแตกต่าง ช่วยให้ชาวเขาสามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติสุข จนทำให้ลูกหลานชาวเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ และสามารถประกอบอาชีพได้ตามความสามารถของตนเอง
“แม้ว่าในช่วงชีวิตของลุงจะไม่ได้มีโอกาสรับเสด็จพระองค์ แต่ก็ได้รับการบอกเล่ามาจากรุ่นพ่อว่า พระองค์ทรงห่วงใยชาวเขาอย่างมาก มีการพัฒนาอาชีพ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากการปลูกฝิ่น ทำไร่เลื่อนลอย ให้หันมาทำไร่อย่างเป็นหลักเป็นแหล่ง และเลิกปลูกฝิ่น โดยได้ดำเนินมอบพื้นที่ดินประมาณ 4,000 ไร่ให้ชาวเขาได้มีที่ดินทำกิน เฉลี่ยครอบครัวละ 4 – 8 ไร่ นอกจากนี้ ได้นำโครงการหลวงเข้ามาส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกพืชเมืองหนาว ทดแทนการปลูกฝิ่น และยังได้พระราชทานสัญชาติให้แก่ชาวเขา ซึ่งช่วยให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตราบจนถึงทุกวันนี้” นายวัลลภ กล่าวความซาบซึ้ง

น.ส.นาโย จะเเล อายุ 28 ปี ชาวเขาเผ่าลั๊วะปลาง ที่อพยพมาประกอบอาชีพรับจ้างที่ จ.นนทบุรี กล่าวว่า แม้ว่าเกิดมาจะไม่มีโอกาสได้รับเสด็จในหลวง รัชกาลที่ 9 แต่ก็ได้รับรู้มาตลอดจากคนเฒ่าคนแก่ว่า พระองค์ทรงทำให้ให้แก่ชาวเขาบ้าง ตนจึงตั้งใจจะน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นรากฐานในการดำรงชีวิต คือ การใช้เงินทองอย่างรู้จักประมาณตน ไม่ใช้จ่ายเกินตัว มีภูมิคุ้มกันและมีสติ มีมากก็ใช้มาก มีน้อยก็ใช้น้อย ไม่ใช่มีน้อยและใช้มาก จะทำให้ชีวิตเกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย


