‘ชูวิทย์’ ควง อนันต์ชัย ขึ้นศาล แถลงข่าวซัดกลับ ทนายตั้ม

27.03.23 | 10:39 น.

‘ชูวิทย์’ควง’อนันต์ชัย’ขึ้นศาล เเถลงข่าวซัดกลับตั้ม ส่อผิดหมิ่นประมาทเล็งเรียกคดีละ 100 ล้าน เตรียมร้องมารยาททนายความ โทษหนักถอดใบอนุญาต ขู่ดำเนินคดีโฆษก ตร.-ปปง. ให้สัมว่าเสี่ยอ่างสุ่มเสี่ยงฟอกเงิน

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง ในคดีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ยื่นฟ้องนายสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตตำรวจสันติบาล ในข้อหาแจ้งความเท็จ อันเกี่ยวกับความผิดทางอาญาที่มิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น, สร้างพยานหลักฐานเท็จ และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา นอกจากนี้ยังฟ้องเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 100 ล้านบาท

จากกรณีที่นายสันธนะกล่าวหาว่า ที่โรงแรมเดอะเดวิส คอนเนอร์วิงค์ ซอยสุขุมวิท 24 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย ของบุตรชายนายชูวิทย์ เป็นแหล่งมั่วสุมเสพยาเสพติดของนักเที่ยว มีการสร้างพยานหลักฐานเท็จโดยการแอบถ่ายและนำคลิปวิดีโอไปแจ้งความกับตำรวจ สน.ทองหล่อ ซึ่งพยานหลักฐานดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจน ส่งผลให้ชื่อเสียงของโรงแรมและนายชูวิทย์เสื่อมเสีย วันนี้ถึงมายื่นฟ้องนายสันธนะ โดยมี บริษัท ต้นตระกูล จำกัด เป็นโจทก์ที่ 1 และมีนายชูวิทย์ เป็นโจทก์ที่ 2

วันนี้นายชูวิทย์จะเดินทางมากับนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ ซึ่งนัดนี้เป็นการไต่สวนมูลฟ้องครั้งที่ 2

Advertisement

นายอนันต์ชัยที่เดินทางมาถึงก่อนระบุว่า ที่ผ่านมาตนไปทำบุญมา วันนี้จึงขอเอาบุญมาฝากแต่ไม่มีการสาปแช่ง ซึ่งการสาปแช่งเป็นอวิชา การเข้าวัดต้องมีจิตเมตตา วันนี้ขอพูดข้อกฎหมายในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328, พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ข้อบังคับทนายความ 2529, และ พ.ร.บ.ฟอกเงินฯ ข้อกฎหมายเหล่านี้ทีมงานได้รวบรวมมาเพื่อให้ความเห็นให้ประชาชนทราบข้อกฎหมายที่แท้จริงและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ หลังจากนี้นายชูวิทย์ก็จะไม่ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้เเล้ว ไม่ใช่นายชูวิทย์กลัวนะ แต่ตนในฐานะทนายความแนะนำไว้ เพราะหากนายษิทรา ให้สัมภาษณ์พาดพิงนายชูวิทย์อีกจะโดนดำเนินคดีอาญาและแพ่ง เรียก 100 ล้านบาทต่อครั้ง

การเรียกเงินค่าแถลงข่าว 3 แสนบาทนั้น ตนมองว่าถ้าการแถลงข่าวเป็นประโยชน์และเป็นความจริง แล้วลูกความได้รับความเป็นธรรมในแง่มุมของตนเองไม่ผิด แต่การที่อ้างว่าเป็นทนายเพื่อประชาชน แต่ไปเรียกเงินประชาชนมันก็ไม่ถูก เรื่องนี้ต้องดูเป็นกรณีไป เรื่องนี้ตนไม่นำมาโจมตีกัน ทนายษิทรากับตนไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองเจอก็คุยกัน เพียงแต่ตนเป็นทนายความของนายชูวิทย์ อยากฝากบอกถึงนายษิทราว่ากระบวนการที่เราทำงานคือบนศาลว่าความกันบนศาล ไม่ใช่บนโซเชียล ที่ให้ลูกความไม่ต้องพูดไม่ใช่เพราะกลัว แต่ตามสไตล์ของตนคือให้สัมภาษณ์ทีเดียวและไม่พูดอีก ไปเจอกันในศาลทีเดียว ไม่ใช่พูดรายวัน

ส่วนเรื่องถุงเงินหรือการรับเงินที่นายษิทราระบุ ต้องอย่าลืมว่าคดีอาญานั้นใช้ประจักษ์พยานเป็นหลัก ไม่ใช่ดูพยานแวดล้อมหรือพยานบอกเล่า สิ่งที่นายษิทราพูดคือพยานบอกเล่า พูดแต่ว่า “เขาว่า เขาว่า” ซึ่งต้องฟังด้วยความระมัดระวัง คดีนี้นายษิทราก็ไม่มีส่วนได้เสีย อยากให้คิดตามว่าหากเจอกันในศาลจะโดนซักค้านอย่างไร สิ่งเหล่านี้ใช้เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ อยากฝากบอกนายษิทราว่าถ้าไม่ใช่ผู้เสียหาย แล้วเป็นเพียงพยานบอกเล่า ต่อไปนี้หากหยิบยกเอกสารอะไรขึ้นมาพูดอีกนายชูวิทย์จะฟ้องครั้งละ 100 ล้านบาท ตนไม่อยากให้วิชาชีพทนายความเสียหาย เพราะทนายความต้องว่าความในศาล ไม่ใช่โซเชียล

“ยกตัวอย่างเช่น ผมโกงเขามา 5 ล้านนักข่าวเอาไปเขียนว่าผมโกง 10 ล้าน ถือเป็นหมิ่นประมาท เรื่องส่วนตัวยิ่งจริงยิ่งผิด คิดง่ายๆ เลยผมโกงจริง แต่โกงแค่ 5 ล้าน แต่คุณพิสูจน์ไม่ได้ว่าอีก 5 ล้านผมเป็นคนโกง เราต้องยืนบนพยานหลักฐาน สิ่งที่ทนายตั้มพูดทั้ง 2 ครั้งมีข้อความหมิ่นประมาท 20 กว่าจุด และยืนยันข้อเท็จจริง เขาบอก 3 คุณบอก 5 เขาบอก 6 คุณบอก 10 สิ่งนี้จะทำให้คุณเหนื่อย ผมกำลังถอดเทป แต่นักข่าวไม่ต้องกลัวผมไม่ฟ้องนักข่าว” ทนายความระบุ

ตนทราบมาว่าตอนนี้มีการร้องมารยาททนายความเกี่ยวกับนายษิทราจำนวนหลายคดี ที่เป็นปัญหาอยู่คือคดีของอดีตรองนายกฯ ซึ่งคดีนี้ตนเสียใจมากเพราะเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ใช่เรื่องส่วนรวม ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ที่นายษิทราพูดประโยคหนึ่งในครั้งนั้นว่านายชูวิทย์โทรไปหานายษิทราและขอร้อง ตนถามนายชูวิทย์แล้วทราบว่าเป็นการโทรไปเพียงแต่บอกให้นายษิทราดูให้ดีเพราะข้อเท็จจริงของผู้หญิงที่เกี่ยวข้องไม่ใช่แบบที่เป็นข่าว

กรณีการรับเงิน 6 ล้านหรือ 10 ล้านหรือกระทั่ง 50 ล้านที่ถูกระบุว่าเป็นเงินดิจิทัล แล้วมีการให้สัมภาษณ์ ซึ่งนายชูวิทย์ถามมายังตนการกระทำดังกล่าวของนายษิทราทำถูกหรือไม่ ซึ่งตนแจ้งว่าไม่สามารถตอบได้ แต่ มาตรฐานตนคือจะไม่วิจารณ์คดีใคร ไม่ก้าวก่ายงานใคร และไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาเปิดเผยสาธารณะ ถ้าไม่ใช่ลูกความก็จะไม่แถลงข่าว เพราะเป็นการผิดมรรยาททนายความแต่วันนี้ตนขอแถลง 3 ประเด็น

1.เรื่องความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326,328 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ช่วงนายชูวิทย์ตีแผ่เปิดโปง ทุจริตคอร์รัปชั่น แล้วมีบุคคลมาแถลงข่าวโดยที่ไม่มีส่วนได้เสียและไม่ใช่ประจักษ์พยาน ในศาลถ้าไม่ใช่ประจักษ์พยานเป็นพยานบอกเล่าศาลจะไม่รับฟัง ยกเว้นพยานหลักฐานแวดล้อมใกล้เคียงสอดคล้องกัน แต่การไปกล่าวหานายชูวิทย์และลูกชายไปรับเงิน ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวยิ่งจริงยิ่งผิด อย่างเรื่องถุงที่ถ่ายถุง เพราะได้เอาไว้แบล๊กเมล์ ซึ่งเป็นการเริ่มจัดฉากว่าหากวันหนึ่งนายชูวิทย์ไม่ยอมจะถูกเปิดเผยขึ้นมา แต่การรับเงิน 6 ล้าน หรือ 10 ล้าน มีพยานหลักฐานหรือไม่ เรียกว่ามันไม่ มีแต่ภาพถ่ายถุงเงินก่อน ซึ่งหากเงินอาจจะถูกยักระหว่างทางได้ ในการซักพยานหากมาแบบนี้ ตนซักค้านพยานหลักฐานเอาตายเลย การพิสูจน์ต้องพิสูจน์ในศาล

2.เรื่องมารยาททนาย การที่นายษิทราเป็นบุคคลผู้มีวิชาชีพทนายความมีการแถลงข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน ข้อบังคับของสภาทนายความที่ระบุว่าการกระทำอันเป็นการยุยงส่งเสริมให้มีการฟ้องร้องกันอันเป็นการหามูลไม่ได้ มีโทษสูงสุดต้องลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ และต่อไปนายชูวิทย์ก็จะต้องไปร้องสภาทนายความ เราชาวทนายความทั้งหมดรู้สึกว่าการกระทำแบบนี้ไม่ถูกต้อง การกระทำดังกล่าวน่าจะผิดมรรยาท

3.เรื่องสุดท้ายอยากฝากเรียนโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ปปง.ว่า ที่ออกมาระบุว่าสุ่มเสี่ยงฟอกเงิน อยากบอกว่านายชูวิทย์ไม่เหมือนมังกรฟ้า ที่ครั้งนั้นตนเป็นทนายความให้และให้สัมภาษณ์ว่าจะฟ้องกลับตั้งแต่ตำรวจไปยัน รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวม14 คน แต่ลูกความไม่ฟ้องตนเลยเสียหมา แต่สำหรับนายชูวิทย์ไม่ใช่ ถ้าตนบอกนายชูวิทย์ฟ้องเลยมาตรา 157 และ 200 ควรจะพูดว่าต้องรวบรวมพยานหลักฐานก่อนไม่ใช่สุ่มเสี่ยง คุณเป็นตำรวจอย่ามาเล่นกับตน นายชูวิทย์เอาจริง และคุณจะเดือดร้อน

ในเรื่อง พ.ร.บ.ปราบปรามการฟอกเงินที่มีโทษอาญานั้นจะต้องมีการกระทำโดยมีเจตนาโดยรู้ว่าเงินหรือทรัพย์สินได้มาจากการกระทำผิดมูลฐาน และต้องรับโอนซุกซ่อนปกปิดแหล่งที่มา หรือทราบว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำผิดตามมาตรา 5 แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้นายชูวิทย์ไม่รู้ และไม่มีเหตุอันควรจะรู้เพราะทรัพย์สินที่ได้มาเป็นเงินที่ได้จากการพนันและกระทำผิดตามกฎหมายหรือไม่

แต่นายชูวิทย์ไม่รู้และเอาไปทำบุญ ส่วนที่ระบุว่าทำไมไม่บอกกับโรงพยาบาลว่าเป็นเงินสารวัตรซัว ตรงนี้จะไปบอกได้อย่างไรเพราะเป็นเรื่องภายในที่ว่าไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน ธุรกิจเป็นแบบนี้ตนเป็นคนสีขาว นายชูวิทย์คนสีเทาเข้าใจดีมากกว่าตน แต่สิ่งที่บอกมาคือนายชูวิทย์ขาดเจตนา แต่ตรงข้ามคือนายษิทราที่ระบุว่าจะไปแจ้งดำเนินคดี รวมทั้งไปยัง ปปง. ซึ่งแสดงว่านายษิทรายอมรับว่าเงินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่มาจากการกระทำความผิด และบุคคลที่ส่งเงินเป็นผู้ครบองค์ประกอบการกระทำความผิด ที่วันนี้มีข่าวว่านายอัจฉริยะ ไปแจ้งความดำเนินคดีถือว่าถูกต้อง แต่นายษิทราแทนที่จะไปดำเนินคดีคนเอาเงินมาให้

นายชูวิทย์เปิดเผยว่า การใช้สื่อเป็นเครื่องมือ เมื่อมีอาชีพทนายก็ต้องใช้กฎหมาย เมื่อมีคนเดือดร้อนเงินเขาถ้าไปคิดเงินเขาตอนแถลงข่าว 3 แสนบาท มันไม่มีโจทก์ไม่มี มันไม่มีโจทก์ไม่มีจำเลย ตัวเองก็ไม่มีหลักฐานนั่นแปลว่าคุณพูดฝ่ายเดียวหรือไม่ ตนไม่คิดว่าทนายความจะคิดเงินค่าแถลงข่าว ดังนั้นสภาทนายความหรือสื่อมวลชนควรจะพิจารณา

อีกทั้งการเป็นทนายความต้องใช้ความสามารถ ต้องใช้หลักฐาน ใช้พยานแต่ปรากฏว่าอีกฝ่ายใช้การแถลงข่าว นั่นไม่ใช่วิถีของทนายความ โดยอย่างยิ่งบอกว่าตัวเองเป็นทนายประชาชน ส่วนเงินบริจาคจำนวน 6 ล้านบาท ที่ทางโรงพยาบาลคืนมา อยากให้ติดตามว่าวันพรุ่งนี้จะเอาไปให้ใคร

ตอนนี้มีกระบวนการพยายามที่จะมาปิดปากตนเอง มีทั้งทนายความ พวกหิวแสง นักร้องเรียน ใครฟ้องมาผมก็จะฟ้องกลับ จะสู้ในทางกฎหมาย ผมพร้อมสู้ทุกทางเวลาสู้ก็จะไม่ค่อยเหมือนกัน ฝากไปบอกหมาลอบกัด พร้อมจะกัดตอบ ประกาศ “กูไม่กลัวมึง”