‘Klook’ ผนึก ‘ททท.’ ดึงต่างชาติเที่ยวไทย หวังรัฐบาลใหม่อุ้มท่องเที่ยวมากขึ้น
นายเอริค น็อก ฟาห์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Klook และทีม Klook ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำระดับเอเชีย รวบรวมกิจกรรมและบริการการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมาไว้ในที่เดียว ตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว โปรแกรมทัวร์ การเดินทางและที่พัก เปิดเผยว่า ในปี 2566 บริษัทจะใช้ความเก่งในการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ อาทิ ติ๊กต๊อก ซึ่งบริษัทจะจัดทำสื่อประชาสัมพัยธ์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านทริป โดยในปี 2565 ยอดจองกิจกรรมท่องเที่ยวเติบโต 100% ไตรมาส 1/2566 ขยายตัวต่อที่ 100%
ทั้งนี้ ตลอดทั้งปี 2566 คาดว่าจะโตถึง 300% โดยจะมีนักท่องเที่ยวซื้อแพคเกจเที่ยวไทยไม่ต่ำกว่า 1 ล้านทริปหรือ 1 ล้านคน ผ่าน Klook ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลภายในบริษัทที่สะท้อนให้เห็นว่า การฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยวไทย กำลังเป็นไปในทิศทางที่แข็งแรงและเป็นบวก นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่จะจ่ายเงินมากขึ้นในการซื้อกิจกรรมการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะกิจกรรมที่สะท้อนความเป็นไทยและเป็นกิจกรรมที่สามารถสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับนักท่องเที่ยว สะท้อนได้จากตัวเลขการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในการซื้อกิจกรรมท่องเที่ยวสูงขึ้นถึง 30% ในปี 2566 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าเกิดโควิด-19 ระบาด
“Klook ถือว่ามีความแข็งแรงในโซเชียลมีเดียด้วย ซึ่งได้จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ รวมถึงบทความแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวด้วย นอกเหนือจากการเป็นแพลตฟอร์มโอทีเอเพียงอย่างเดียว เราจะก้าวเข้าสู่การเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียบวกอีคอมเมิร์ซ ที่สามารถจองทริปการท่องเที่ยวได้ตั้งแต่ต้นจนจบ อาทิ ตั๋วเครื่องบิน โรงแรม กิจกรรมท่องเที่ยว และรถเช่า ที่ในปัจจุบันได้รับความนิยมใช้บริการจากลูกค้าค่อนข้างมาก และมีราคาสูงสุดด้วย”
นายเอริค กล่าวว่า บริษัทได้ผนึกกำลังเป็นพันธมิตรหลักกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยในปี 2566 จะดันจุดแข็งในการผลักดันและส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในกลุ่มลูกค้าชาวเอเชีย ซึ่งเป็นฐานลูกค้าที่บริษัทมีความแข็งแรงและเป็นกลุ่มเป้าหมายของททท.ด้วย โดยความร่วมมือดังกล่าว จะสนับสนุนและกระตุ้นนักท่องเที่ยวกลุ่มมิลเลนเนียลที่เดินทางด้วยตัวเอง (FITs) ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง, สิงคโปร์, ไต้หวัน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ให้เดินทางมาเยือนเมืองไทย นับเป็นการร่วมมือครั้งแรกในการกระตุ้นนักท่องเที่ยวแบบมัลติมาร์เก็ต ซึ่งจากข้อมูลของบริษัทพบว่า การขายแพคเกจท่องเที่ยวในจำนวน 1 แสนทริป จะแบ่งสัดส่วนเป็นเอเชียแล้วกว่า 80%
“ความเสี่ยงในการฟื้นตัวกลับมาของภาคการท่องเที่ยวไทย เป็นเรื่องการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะพนักงานด้านบริการ อาทิ ธุรกิจนวดสปา ที่เราเห็นถึงความต้องการ (ดีมานด์) ที่มีมาก แต่พนักงานให้บริการนวดมีไม่เพียงพอต่อดีมานด์ ที่ฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็วนี้ โดยเฉพาะเทรนด์การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติในขณะนี้ ที่ต้องการการท่องเที่ยวแบบพิเศษมากขึ้น เน้นความเป็นลักซัวรี่มากกว่าเดิมด้วย” นายเอริค กล่าว
นายเอริค กล่าวว่า วางแผนในการร่วมกับผู้ประกอบการจัดทำเส้นทางท่องเที่ยว และแพคเกจท่องเที่ยวเป็นพิเศษ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าในทุกประเทศได้ เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติในแต่ละประเทศก็มีความต้องการเที่ยวแตกต่างกัน จึงต้องดีไซน์ทริปท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มให้ได้ โดยเทรนด์การท่องเที่ยวในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากช่วงก่อนเกิดโควิด-19 โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลสูงกว่าเดิม ลูกค้าที่เข้ามาก็มักจองแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในโซเชียลสูงขึ้น อาทิ ตึกมหานคร โดยกรุงเทพฯ และภูเก็ต ยังเป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุด แต่เราก็พยายามในการดึงจังหวัดอื่นๆ เข้ามามากขึ้น เพื่อกระจายการท่องเที่ยวให้มากกว่าเดิม ซึ่งพบว่าเริ่มมีความนิยมในจังหวัดอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ เชียงใหม่ เขาใหญ่ เป็นต้น
นายเอริค กล่าวว่า นอกจากนี้ สำหรับการเลือกตั้งและการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ของไทยนั้น อยากให้รัฐบาลใหม่มีการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะสิ่งที่คิดว่าจะมีประโยชน์กับภาคการท่องเที่ยว อาทิ ซอฟต์พาวเวอร์ 5F ได้แก่ อาหาร (Food), ภาพยนตร์ (Film), เทศกาล (Festival), การต่อสู้ (Fight) และ แฟชั่น (Fashion) รวมถึงการยกระดับการท่องเที่ยวไทยในสินค้าและบริการที่มีความลักซัวรี่มากขึ้น การมุ่งสู่ภาคการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ และมีความยั่งยืนต่อไป

