สกู๊ปหน้า 1 มติชน : เสียงจาก 3 นายพล ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ กู้วิกฤตศรัทธาสีกากี
คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ผู้ทรงคุณวุฒิสาย ก., ข. ที่มาจากเลือกตั้ง ประเดิมเข้าประชุม ก.ตร.นัดแรกที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประธาน ก.ตร. นั่งหัวโต๊ะเมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา
เป็น ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการเลือกตั้งในรอบ 9 ปี โฟกัสเฉพาะ สาย ก. ที่เลือกตั้งจากผู้สมัคร 23 นายพล กกต.ให้การรับรองเป็น ก.ตร.ตามผลคะแนนมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ 1.พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก อดีตรอง ผบ.ตร. ได้ 4,652 คะแนน 2.พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ อดีตรอง ผบ.ตร. 4,161 คะแนน 3.พล.ต.อ.วินัย ทองสอง อดีตรอง ผบ.ตร. 3,789 คะแนน
เริ่มที่ พล.ต.อ.มนู คะแนนมาอันดับ 1 หน่วยเลือกตั้งใน กทม. ที่สโมสรตำรวจ ผู้มาใช้สิทธิต่างเทคะแนนให้กว่า 1,500 คะแนน นำโด่งที่สุด เมื่อรวมคะแนนจากภาคอื่นๆ ที่คะแนนอยู่ในอันดับ 1, 2, 3 ทำให้เข้าวินที่ 1
พล.ต.อ.มนูกล่าวขอขอบคุณในความปรารถนาดีที่เลือกมาเป็นตัวแทน จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ใช้ความรู้ความสามารถที่มี ไม่ทำให้คนที่เลือกมาผิดหวัง พร้อมทั้งบอกว่าบุคลิกตัวเองเป็นคนชอบทำมากกว่าพูด
พร้อมเล่าที่ได้คะแนนมาอันดับ 1 ว่า “คะแนนที่เลือกผมมาเป็นตำรวจจากส่วนกลางก็เยอะ แต่ละภาคด้วย ขณะเดียวกันผู้สมัครแต่ละคนที่ได้เลือกกันมาก็มีศักยภาพทุกคน
บุคลิกของผมอาจเป็นคนเรียบง่าย ใครจะปรึกษาพบได้หมด ผมช่วยตำรวจทุกคน โดยไม่มีข้อแม้ ไม่มีผลประโยชน์ จะตั้งใจทำงานช่วยเหลือตำรวจอย่างเต็มกำลังความสามารถ ให้ดีที่สุด ใช้ประสบการณ์ที่มีทำให้ตำรวจอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี สนับสนุนอุปกรณ์การทำงาน จัดระบบการแต่งตั้งโยกย้าย ตำรวจที่ดีจะต้องมีที่ยืน ถ้าทำได้ทั้งหมดนี้ตำรวจจะดีขึ้น และจะร่วมทำงานกับ ก.ตร.ที่มีตำแหน่ง โดยอาศัยประสบการณ์ผมเข้าไปช่วย”
พล.ต.อ.มนูให้ความเห็นถึง พ.ร.บ.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฉบับใหม่ ว่า กฎหมายฉบับนี้ทำให้ตำรวจอยู่ในร่องในรอย โดยในส่วนของตนจะใช้ประสบการณ์ทำอย่างไรให้ตำรวจมีศักดิ์ศรี เป็นที่พึ่งประชาชนอย่างแท้จริง และร่วมแก้ปัญหาความขาดแคลน ทั้งอุปกรณ์ไม่พอ น้ำมันสายตรวจไม่มีเติม ทำให้รัฐบาลเห็นปัญหา
ขณะที่ พล.ต.อ.เอก เริ่มด้วยการขอบคุณตำรวจทั้งหมดที่พร้อมใจออกมาเลือกตั้ง ทุกคนที่ออกมาใช้สิทธิถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ได้มีส่วนสนับสนุน จะเลือกผู้สมัครคนใดก็ได้ เพราะทั้ง 23 คน มีสปิริตน่าชื่นชม เสียสละ แม้เกษียณอายุราชการแล้วแต่ยังมีความสำนึกในหน้าที่
พล.ต.อ.เอกกล่าวถึงที่มาการลงสมัครว่า ด้วยความสำนึกว่าเป็นหน้าที่เป็นสำคัญ เพราะเคยทำงานบริหารงานบุคคลตำรวจ เคยเป็นเลขานุการคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ, ทำหน้าที่เลขานุการ ก.ตร.และเป็น ก.ตร.โดยตำแหน่งหลายปีมีประสบการณ์ที่สำคัญได้เป็นคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจถึงสองครั้งครั้งแรกรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และต่อมารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หลังจากปีสุดท้ายการรับราชการเกษียณตำแหน่งปลัดสำนักนายกฯ ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และเป็นคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ เห็นกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มีประสบการณ์ผ่านทุกหน้างาน โดยเฉพาะช่วงท้ายชีวิตราชการได้สัมผัสงานบริหาร จึงมั่นใจว่ามีความรู้ความเข้าใจมีประสบการณ์ที่อาสาเข้ามาทำหน้าที่
สำหรับความมุ่งหวังที่จะทำให้ภาพลักษณ์ตำรวจดีขึ้นนั้น พล.ต.อ.เอกบอกว่า ต้องเอาเรื่องจริงมาพูดกันก่อนสภาพปัญหาและบริบทสังคมที่เห็นคงไม่ต้องบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับตำรวจ ในส่วนบทบาท ก.ตร.มีขอบเขตเฉพาะในเรื่องของการบริหารงานบุคคล การแต่งตั้งโยกย้าย พัฒนาคุณภาพตำรวจ
หลักการง่ายๆ คือถ้าแต่งตั้งคนดี มีความรู้ ความสามารถ ไม่มีการแทรกแซง ไร้การครอบงำ มีการบริหารจัดการเป็นระบบโดยผู้บังคับบัญชา คือถ้าได้ผู้บังคับบัญชาดีทุกอย่างดีหมด ในส่วน ก.ตร.ผู้ทรงวุฒิที่ตำรวจเลือกมา ทุกคนต้องพยายามทำหน้าที่ปกป้องดูแลการแต่งตั้งโยกย้ายให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์และมีความเป็นธรรม
พล.ต.อ.เอกเสริมอีกว่า ได้พบสมาคมพนักงานสอบสวน พวกเขารู้สึกว่าเป็นตำรวจชั้นสอง จะเห็นว่าตอนนี้ตำรวจหนีกันหมดไม่อยากเป็นพนักงานสอบสวน ทั้งๆ ที่เป็นหัวใจงานตำรวจ เพราะงานหนักไม่เจริญก้าวหน้า เดิมมีแท่งตำแหน่งพนักงานสอบสวนให้เติบโตเลื่อนไหลแต่กลับยุบแท่งนั้น ทำให้ไม่เลื่อนไหล มีเงินประจำตำแหน่งน้อยกว่าพนักงานสอบสวนกระทรวงยุติธรรม ทั้งที่งานสอบสวนเหมือนกัน
ที่สำคัญงานพนักงานสอบสวนตำรวจทำงานหนัก วันนี้เข้าเวร พรุ่งนี้ไปศาล มะรืนสอบพยาน คืองานเหนื่อยมาก แล้วไม่เติบโต เงินประจำตำแหน่งไม่มี ทั้งที่ไม่ว่าอยู่กรมไหน กระทรวงไหน ต้องเทียบระดับให้ได้เท่ากัน เลยหนีไปอยู่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจไซเบอร์ (กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.)) เพราะงานพนักงานสอบสวนหนัก
“ฉะนั้นผมจะทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุดในทุกเรื่อง ในส่วนพนักงานสอบสวน กฎหมายเขียนแล้วผมจะไปสนับสนุนส่งเสริมตรงนั้น” พล.ต.อ.เอกยันพร้อมหนุนการทำงานพนักงานสอบสวน
ขณะที่ พล.ต.อ.วินัยเปิดฉากว่า “ขอบคุณน้องๆ ทั้งหลายที่เลือกพี่มาเป็น ก.ตร. แสดงว่ายังเชื่อมั่นและไว้วางใจให้ทำหน้าที่บอร์ดบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พี่ได้เป็นนายกสมาคมตำรวจ เพราะมีความรักความห่วงใย ตร.และเพื่อนตำรวจ จะทำให้เกิดความเป็นธรรม สนับสนุนตำรวจที่ดี ไม่มีเส้น ไม่มีผู้ใหญ่หนุนหลัง การพิจารณาตำแหน่ง เลื่อนขั้น เลื่อนเงินเดือนต้องพิจารณาด้วยหลักคุณธรรม ความรู้ ความสามารถ อาวุโส คนที่เสียสละ มีคุณธรรม ต้องมีความเจริญก้าวหน้าตรงกับที่ได้หาเสียงไว้ว่า คนดีไม่มีเส้น ต้องก้าวหน้า การซื้อขายตำแหน่งต้องหมดไปขอยืนยันว่า จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด”
ที่ผ่านมาได้วิจารณ์ตลอดว่า ผลพวงปล่อยให้มีการซื้อขายตำแหน่งมา 7-8 ปี เหมือนฝีมันมาแตก ยุค พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ เป็น ผบ.ตร.ทั้งๆ ที่เป็นคนดี การใช้อำนาจตามมาตรา 44 แล้วมาแต่งตั้งรวมศูนย์ที่ ตร.ระดับ สว.-รอง ผบก.ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นการปฏิรูปตำรวจจึงเป็นสิ่งจำเป็น ตำรวจอยู่ในสภาพนี้ไม่ได้ ต้องปฏิรูปตำรวจ
ต้องเชื่อและศรัทธาว่า ปฏิรูปจะทำให้ตำรวจดีขึ้น โดยผู้นำ ผู้รับผิดชอบไม่ว่านายกฯ หรือ ผบ.ตร. ต้องประกาศเป็นเจตนารมณ์ว่า ต่อไปนี้จะไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง สนับสนุนคนดี มีความรู้ ความสามารถ ความเสียสละ คุณธรรมขึ้นมาเป็นหัวหน้าหน่วยสำคัญๆ ฉะนั้นต้องปฏิเสธตั๋วจากนักการเมือง
การแต่งตั้งต้องเป็นไปตามหลักคุณธรรม พิจารณาจากผู้มีความรู้ ความสามารถ ความเสียสละ
มีคุณธรรม ต้องมีความเจริญก้าวหน้า การย้ายข้ามภาคที่ไม่มีความผิด หรือเจ้าตัวไม่สมัครใจต้องไม่มีเกิดขึ้นอีก เพราะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ตำรวจและครอบครัว ต้องกระจายอำนาจการแต่งตั้งตั้งแต่ระดับ สว.-รอง ผบก. ไปให้กองบัญชาการเป็นผู้แต่งตั้ง ขณะนี้รวมศูนย์ที่ ตร.พิจารณาไม่ทั่วถึง
ส่วนพนักงานสอบสวนต้องดูแลให้มีหลักประกันในความมั่นคงความเจริญก้าวหน้าในสายงาน ให้มีเกียรติและศักดิ์ศรี ทั้งเงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทนสำนวน และพนักงานสอบสวนต้องเจริญเติบโตเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจได้ ต้องมีผู้ช่วยพนักงานสอบสวน เป็นต้น
พล.ต.อ.วินัยเคลียร์ถึงปมความสนิทกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจะทำให้เกิดข้อครหาการทำหน้าที่หรือไม่ ด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “จริงๆ แล้วผมไม่เคยปฏิเสธว่าภรรยาผมเป็นญาติท่านทักษิณ แต่ว่าทุกกองบัญชาการที่ผมเป็นผู้บังคับบัญชา ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา คนที่ทำดี มีความรู้ความสามารถ ผมสนับสนุนให้ได้ตำแหน่ง ได้ยศ เลื่อนขั้น แม้กระทั่งส่งไปเรียนหลักสูตรสำคัญ เพราะต้องสร้างคนดี คนมีความรู้ มีความสามารถ คนเสียสละมาทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นไม่เกี่ยวเลย ท่านทักษิณไม่เคยมายุ่งการทำหน้าที่ของผมเลย”
ฟังเสียงจาก 3 ก.ตร.ผู้ทรงวุฒิแล้ว จะช่วยจุดประกายความหวังองค์กรสีกากีได้มากน้อยแค่ไหน ตามติดกันยาวๆ ในวาระตำแหน่ง 4 ปี

