หลักประกันสุขภาพ ทิศทางของปท.ไทย

12.12.16 | 12:42 น.

ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2555 มีมติเป็นเอกฉันท์รับรองให้วันที่ 12 ธันวาคมของทุกปี เป็น “วันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าโลก” (Universal Health Coverage Day : USC) พร้อมเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกจัดระบบบริการสุขภาพสำหรับประชาชนในประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนล้มละลายหรือยากจนจากการจ่ายค่ารักษาพยาบาล และมีความพยายามในการขับเคลื่อนให้นานาประเทศผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ครอบคลุมทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 739 องค์กร ใน 117 ประเทศ ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากันอย่างกระตือรือร้น และในปี 2559 กลุ่มประเทศจี 7 ผู้นำอาวุโสและประเทศแถบแอฟริกาต่างยืนยันว่า “เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน” ขณะเดียวกัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติยังเคยกล่าวไว้ว่าระบบหลักประกันสุขภาพจะต้องครอบคลุมทั่วโลกภายในปี 2573

สำหรับประเทศไทย ที่ผ่านมาถูกยกให้เป็นประเทศต้นแบบในการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพฯ ทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาล และลดความเสี่ยงล้มละลายจากการเจ็บป่วย แต่ก็ยังเกิดคำถามมากมาย เพราะแม้ระบบหลักประกันสุขภาพจะส่งผลดีต่อประชาชนในแง่การเข้าถึงบริการสุขภาพ แต่อย่าลืมว่าก็ยังมีจุดต่างๆ ที่ต้องพัฒนา และปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น

“นพ.มงคล ณ สงขลา” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ความเห็นกับเรื่องนี้ว่า ไทยควรให้ความสำคัญกับวันหลักประกันสุขภาพโลก เพราะประเทศไทยถือเป็นต้นแบบในการพัฒนาเรื่องนี้ และไม่ใช่ว่าดีแล้วจะไม่พัฒนาต่อ เพราะปัจจุบันทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป ทั้งสิ่งแวดล้อม อายุ การเจ็บไข้ได้ป่วย ที่แตกต่างจากเมื่อ 14 ปีก่อน เพราะ ณ ขณะนั้น บริบทแตกต่างกัน แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทัน ยกตัวอย่าง การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคนั้น เป็นสิ่งที่คนในแวดวงสาธารณสุขต่างยอมรับว่าต้องมาก่อนรักษา แต่เมื่อไปถึงประชาชนทั่วไปยังไม่ค่อยตระหนักในเรื่องนี้นัก เห็นได้จากพฤติกรรมของคนไทย ยังมีความเสี่ยง ทั้งการบริโภค การไม่ค่อยดูแลตัวเอง

เกิดคำถามว่า จะทำอย่างไรกับพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ทั้งการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือการรับประทานอาหารไขมันสูง หวานจัด เค็มจัด

นพ.มงคลอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโรคจากพฤติกรรมมีมากขึ้น การรักษาพยาบาลเกี่ยวกับโรคเหล่านี้ก็สูงขึ้นตามด้วย สิ่งสำคัญต้องสร้างความตระหนักให้อยู่ในทุกคน โดยต้องให้เห็นว่าการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เป็นสิ่งที่เริ่มได้จากพฤติกรรมตัวเอง รวมทั้งระบบเองก็ต้องมีช่องทางร่วมด้วย ยกตัวอย่าง อาจกำหนดให้โรคจากพฤติกรรมบางชนิดผูกกับการบริการรักษา เช่น หากพบว่าป่วยเป็นโรคที่มาจากพฤติกรรมของตัวเราล้วนๆ ก็อาจต้องพิจารณาว่าควรอยู่ในเงื่อนไขการรักษาตามสิทธิหรือไม่ หรือควรดำเนินการอย่างไร

Advertisement

“ประเทศไทยเวลาจะเปลี่ยนแปลงอะไร มักมีปัญหา เราจึงควรมีผู้นำจิตวิญญาณด้านสุขภาพที่แท้จริง ไม่ใช่อำนาจอย่างเดียว ดังนั้น การจะเปลี่ยนอะไรก็ต้องนำเข้าสู่การระดมความคิดเห็นทางภาคประชาสังคมด้วย” นพ.มงคลกล่าว

ขณะที่ “ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ” โฆษกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หน่วยงานบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ให้ข้อมูลว่า หลักการของระบบหลักประกันสุขภาพ คือ ต้องทำให้ประชาชนทุกคนมีสุขภาพที่ดี เข้าถึงสิทธิสุขภาพที่จำเป็นอย่างถ้วนหน้า ซึ่งการจะทำได้รัฐบาลต้องให้การสนับสนุน โดยการลงทุนด้านหลักประกันสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากประชาชนมีสุขภาพที่ดี ก็จะลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ การขยายตัวด้านเศรษฐกิจจะดีขึ้น

โดยหากลงทุนทุก 1 เหรียญสหรัฐ จะได้กลับคืนเป็น 10 เท่า และจากการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพของไทย มีหลากหลายประเทศเล็งเห็นความสำคัญ และนับไทยเป็นประเทศต้นแบบ ทั้งๆ ที่มีประเทศร่ำรวยที่ดำเนินการเรื่องนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ เยอรมนี เบลเยียม ฯลฯ เนื่องจากไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาและไม่ใช่ประเทศร่ำรวย แต่กล้าลงทุนด้านสุขภาพ เริ่มตั้งแต่ 1,202 บาทต่อคน และขยายมาเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ประชาชนเข้าถึงสุขภาพถึงร้อยละ 99.93

และเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับทั่วโลก โดยจะเดินหน้า 5 เรื่องหลัก ดังนี้ 1.ให้ความสำคัญกลุ่มคนที่มีฐานะยากจนที่สุด และประชาชนคนชายขอบเป็นอันดับแรก ซึ่งคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ได้จัดทำยุทธศาสตร์ 5 ปี โดยมีการบริการสาธารณสุขให้กลุ่มคนชายขอบด้วย 2.สร้างความเข้าใจต่อฝ่ายการเมืองว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพคือ การ “ลงทุน” ในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นการลงทุนด้านพื้นฐาน ที่ทั่วโลกให้การสนับสนุน ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระของประเทศ 3.ระบบสุขภาพต้องอยู่บนพื้นฐานของความเมตตา บริการสุขภาพต้องขึ้นอยู่กับทั้งค่าใช้จ่ายและคุณภาพมาตรฐานด้วย จะมีการเน้นการพัฒนาระบบปฐมภูมิในชุมชน ที่ให้บริการโดยบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ 4.กำหนดความมั่นคงด้านสุขภาพใหม่ ไม่เพียงแต่ทุกคนต้องเข้าถึงการบริการด้านสาธารณสุข แต่ยังต้องเข้าถึงการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคด้วย โดยเฉพาะการป้องกันโรคระบาด เพราะหากเกิดการระบาดขึ้น ค่าใช้จ่ายย่อมสูงกว่าการนำงบเพื่อป้องกันโรค 5.ข้อมูลสำรวจด้านสุขภาพ จะมีการดำเนินการจัดทำอย่างเป็นธรรมทั้งระบบ และเสนอเป็นตัวช่วยให้กับผู้มีอำนาจในการตัดสินใจอย่างถูกต้อง ซึ่งผู้มีอำนาจควรเชื่อข้อมูลที่ถูกต้อง ยกตัวอย่าง หากมีข้อมูลเกิดโรคระบาดในพื้นที่ท่องเที่ยว ก็ต้องมีการปิดการเข้าออก หรือควบคุม ไม่ใช่ว่ากลัวและปิดข่าว เป็นต้น

“จากการทำงานที่ผ่านมา พบว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่จำเป็นร้อยละ 99.93 โดยที่เหลือที่เข้าไม่ถึงสิทธิมีปัญหาเรื่องไม่ได้เลือกหน่วยบริการหรือโรงพยาบาลในการรักษาตามสิทธิ ซึ่งตรงนี้ก็จะมีการรณรงค์ ให้แต่ละเขตพื้นที่ค้นหาและให้ประชาชนที่ยังไม่เลือกหน่วยบริการเข้ามาดำเนินการตามสิทธิต่อไป” ทพ.อรรถพรกล่าว

ล่าสุดน่ายินดีว่า นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการ สธ. และคณะ ได้รับเชิญจากองค์การอนามัยโลกร่วมประชุมวันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าโลก ประจำปี 2559 ในวันที่ 12-13 ธันวาคมนี้ ณ กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะมีการติดตามการทำงานของแต่ละประเทศว่าเป็นอย่างไร