เหมือนกับการจะบุกเข้าไป “จับตัว” พระเทพญาณมหามุนี ภายในวัดพระธรรมกายของ “ดีเอสไอ” และ “ตำรวจ”
จะเป็นเรื่อง “ไม่ยาก”
หากประเมินจาก “ท่าที” อันออกมาจาก “ดีเอสไอ” ประสานเข้ากับ “ตำรวจ” ในตอนต้น
สามารถมองได้ว่า “เป็นเช่นนั้น”
กระนั้น เมื่อประเมินผ่านอาการ “สะดุด” ภายหลังการประชุมร่วมที่สำนักงานดีเอสไอในตอน 10.00 น. ของวันที่ 12 ธันวาคม ก็จะสัมผัสได้ถึง “ความนัย”
ความนัยใน “ความยาก”
ทั้งๆ ที่ข่าวบางกระแสยืนยันออกมาแล้วว่า ศาลอนุมัติ “หมายค้น” ออกมาแล้ว
ตั้งแต่วันที่ 13 ถึงวันที่ 16 ธันวาคม
แต่แล้วกำลังพลซึ่งตระเตรียมไว้เกือบ 3,000 คน กลับยังอยู่ในที่ตั้ง ไม่มีการขยับ
หรือว่ายังต้องการ “ความพร้อม” ระดับ “ยกกำลัง 2”
บางฟาก บางฝ่าย อาจ “มโน” ว่าทั้งหมดนี้เนื่องจาก “กำลังภายใน” ที่มีอยู่ของ “วัดพระธรรมกาย”
ไม่ใช่หรอก
สภาพของ “วัดพระธรรมกาย” ในตอนนี้แค่รักษา “ลมหายใจ” ให้อยู่ได้ ก็ถือว่าเก่งแล้ว
ไหนเลยจะมี “ฤทธิ์เดช” สยายออกระดับนั้น
ฟังจากน้ำเสียงของ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง ฟังจากน้ำเสียงของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล
ปัญหาล้วนมาจาก “ดีเอสไอ”
มองในด้าน “กำลังพล” นั้นพร้อมอย่างชนิดสะพรึบ แต่ติดขัดอยู่ที่รายละเอียดของ “แผน”
“แผน” อันสะท้อนการปฏิบัติ “จริง”
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า “ดีเอสไอ” และ “ตำรวจ” เคยสนธิกำลังรุกเข้าไปใน “วัดพระธรรมกาย” มาแล้ว
จำสถานการณ์ “เดือนมิถุนายน” ได้หรือไม่
บรรดา “กองเชียร์” ทั้งหลายคงยังจดจำกันได้ในความอึกทึก ครึกโครมของ “ข่าว”
ทั้ง “เฮลิคอปเตอร์” ทั้ง “โดรน”
แต่แล้วเมื่อรุกเข้าไปภายใน “วัดพระธรรมกาย” กลับต้อง “คว้าน้ำเหลว”
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พระเทพญาณมหามุนี อยู่กุฏิไหน
ตรงนี้จึงขึ้นอยู่กับ “แผน” จึงสัมพันธ์กับ “รายงาน” ที่จะต้องอธิบายกับ “ศาล”
“บทเรียน” จากเมื่อเดือนมิถุนายนจึง “สำคัญ”
หากไม่สำคัญ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ในห้วงที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คงไม่ย้ำแล้วย้ำอีก
ย้ำว่าต้อง “ศึกษา” จากสถานการณ์ “เดือนมิถุนายน”

