เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงกรณีมีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่าตามที่มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 32) พ.ศ.2559 โดยมีการเพิ่มเติม วรรคสามและวรรคสี่ ของมาตรา 198 และให้ยกเลิก วรรคสองของมาตรา 216 ของประมวลวิธีพิจารณาความอาญา โดยใช้ข้อความใหม่แทน มีเนื้อหาสรุปว่า หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้ว จำเลยที่ต้องรับโทษจำคุกหรือโทษสถานหนักกว่านั้น และไม่ได้ถูกคุมขัง สามารถให้ทนายความใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแทนได้นั้น แต่จากบทบัญญัติที่เพิ่มใหม่นี้ส่งผลให้จำเลยจะต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา มิฉะนั้นศาลจะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์หรือฎีกาแล้วแต่กรณี
โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวอีกว่า จากบทบัญญัติดังกล่าวจะทำให้ศาลสามารถตรวจสอบได้ว่าหลังจากที่อ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้ว จำเลยยังมีตัวตนอยู่ในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา และยังเป็นการจำกัดสิทธิจำเลยที่อยู่ระหว่างการหลบหนีไม่ให้ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่แก้ไขใหม่นี้จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคมเป็นต้นไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามมาตรา 198 เดิมกำหนดในวรรคหนึ่ง และวรรคสองว่า การยื่นอุทธรณ์ ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่าน หรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง และให้เป็นหน้าที่ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือไม่ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าเห็นว่าไม่ควรรับให้จดเหตุผลไว้ในคำสั่งของศาลนั้นโดยชัดเจน แต่ส่วนที่มีการเพิ่มเติมในกฎหมายดังกล่าวให้เป็นวรรคสาม และวรรคสี่ บัญญัติว่า “ในกรณีที่ตามคำพิพากษาจำเลยต้องรับโทษจำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นและจำเลยไม่ได้ถูกคุมขัง จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ทั้งนี้ ประธานศาลฎีกาอาจออกข้อบังคับกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจำเลยก็ได้ ข้อบังคับนั้นเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วให้ใช้บังคับได้ ความในวรรคสามมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่จำเลยได้รับการรอการลงโทษจำคุก หรือรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว”

