โควิดเขย่าขวัญพันธุ์ใหม่-อาละวาด
ปิดฉากลงแล้วอย่างสวยงามกับเทศกาล มหาสงกรานต์ ปีใหม่ไทย 2566 ที่กลับมาทำให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเล่นน้ำกันอย่างคึกคัก มีการเดินทาง จับจ่ายซื้อของ ทำเงินสะพัด กระตุ้นเศรษฐกิจไปทุกหย่อมหญ้า ถือเป็นปรากฏการณ์ในรอบ 3 ปี นับแต่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำคนติดเชื้อล้มป่วยและเสียชีวิตจนทั่วโลกรวมถึงไทยต้องปิดประเทศเพื่อสกัดควบคุมโรค จัดหาวัคซีนมาฉีดป้องกัน และใช้เวลาค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่สภาวะปกติใหม่
แต่ที่ยังไม่จบคือ เชื้อโควิด-19 ที่ล่าสุดผู้เชี่ยวชาญในองค์กรระดับทั่วโลกแสดงความวิตกกังวลว่าจะกลับมาปะทุใหม่อีกครั้ง โดยรอบนี้ยังคงเป็นเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ที่แบ่งเป็นหลายสายพันธุ์ย่อย โดยศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลรหัสพันธุกรรมโควิดโลก หรือจีเสด (GISAID) ระบุว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโอมิครอนลูกผสม XBB.1.16 จำนวน 8 ราย ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศอินเดีย มีการกลายพันธุ์ตรงส่วนหนามของไวรัสหนึ่งตำแหน่ง โดยพบว่าอาการสำคัญของสายพันธุ์ XBB.1.16 คือเยื่อบุตาอักเสบ ที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัส ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้มีการแจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังตัวเองหลังจากเสร็จสิ้นเทศกาลสงกรานต์
สำหรับประเทศไทยที่ประกาศเปิดประเทศ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2565 มีรายงานว่า นับจากไทยพบผู้ป่วยติดเชื้อรายแรกของประเทศในปี 2563 จนถึง ณ ปัจจุบัน มีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 4.4 ล้านราย เสียชีวิต 30,143 ราย และยังคงมีผู้ป่วยติดเชื้ออย่างต่อเนื่องในอัตราที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขของประเทศยังควบคุมได้ ขณะที่ในส่วนของการรับวัคซีนป้องกันนั้นล่าสุดมียอดกว่า 144 ล้านโดส
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ. บอกว่า เทศกาลสงกรานต์ปีนี้กลับมามีกิจกรรมรวมตัวจำนวนมาก เช่น การสังสรรค์ในครอบครัว รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ โดยเฉพาะการเล่นน้ำสงกรานต์ที่มีการจัดในหลายพื้นที่ หลังงดเว้นในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 มาหลายปี ซึ่งระหว่างทำกิจกรรมมีการใกล้ชิดและไม่ได้สวมหน้ากาก จึงเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อและทำให้พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์ได้ ซึ่งเป็นไปตามคาดการณ์ โดยสถานการณ์สัปดาห์ล่าสุด ณ วันที่ 9-15 เมษายน 2566 พบผู้ป่วยรายใหม่เข้ารักษาในโรงพยาบาล 435 ราย เฉลี่ยวันละ 62 ราย ผู้ป่วยปอดอักเสบ 30 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 19 ราย และผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตนี้ผ่านการรับวัคซีนเข็มกระตุ้น (บูสเตอร์โดส) นานเกินกว่า 3 เดือนแล้ว
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่ทั่วโลกกำลังเฝ้าระวังโควิด-19 สายพันธุ์ลูกผสม และเริ่มพบผู้ติดเชื้อในประเทศไทยบ้างแล้ว ทำให้ไทยต้องพิจารณาเพิ่มมาตรการตาม ล่าสุด สธ. โดยกรมควบคุมโรคได้มีข้อแนะนำประชาชนหลังเสร็จสิ้นเทศกาลสงกรานต์ให้สังเกตอาการตนเอง 7 วัน ระหว่างนี้หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หากมีอาการป่วยให้ตรวจ ATK พร้อมวางแนวทางป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 สำหรับประชาชน 3 มาตรการ คือ
1.ทุกคนเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ประจำปี โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ สามารถรับวัคซีนทั้ง 2 ชนิดพร้อมกัน เริ่มเดือนพฤษภาคมนี้ เพราะจะช่วยลดการป่วยหนักและเสียชีวิตได้ ส่วนผู้ที่ภูมิคุ้มกันขึ้นไม่ดี สามารถรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Long Acting Antibody : LAAB) ซึ่งยังคงมีประโยชน์สำหรับผู้ที่รับวัคซีนแล้วไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ โดยกรมควบคุมโรคได้จัดส่งวัคซีนและ LAAB ให้สถานบริการในสังกัด สธ.ไว้ฉีดประชาชนอย่างเพียงพอ
2.สวมหน้ากากในที่สาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อร่วมกิจกรรม หรือเข้าไปในสถานที่ที่มีกลุ่ม 607 (ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค) จำนวนมาก เช่น โรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงวัย
และ 3.ให้ตรวจ ATK เมื่อป่วยมีอาการทางเดินหายใจ ไข้ ไอ เจ็บคอ หากผลเป็นบวก (แปลว่าติดเชื้อโควิด-19) ให้สวมหน้ากากเมื่อใกล้ชิดผู้อื่น หลีกเลี่ยงใกล้ชิดกลุ่ม 608 (ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค และสตรีตั้งครรภ์) หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่มีคนจำนวนมาก หากมีอาการมากขึ้น เช่น เหนื่อยหอบ หายใจลำบาก ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาในโรงพยาบาล
สำหรับกลุ่ม 608 หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับยาต้านไวรัสและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด กรณีที่มีสมาชิกครอบครัว เพื่อน/เพื่อนนักเรียน/เพื่อนร่วมงานที่ตรวจ ATK แล้วผลเป็นบวกในช่วง 1-2 สัปดาห์ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค
ส่วนมาตรการสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทั่วประเทศ ประกอบด้วย 1.เร่งสื่อสารประชาชน และเตรียมพร้อมฉีดวัคซีนโควิด-19 ประจำปี พร้อมวัคซีนไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งมีบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 2.เตรียมพร้อมยา เวชภัณฑ์ และเตียง รองรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการป่วยรุนแรงให้เพียงพอ 3.ทุกจังหวัดเร่งรัดติดตามเฝ้าระวังและรายงานโรคอย่างต่อเนื่อง ทั้งในโรงพยาบาลและในชุมชน โดยเฉพาะผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ทุกราย ให้เก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งทางเดินหายใจ ส่งตรวจ RT-PCR และตรวจหาสายพันธุ์ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมตรวจสอบประวัติที่เกี่ยวข้อง และรายงานข้อมูลภายใน 24 ชั่วโมง
และ 4.ทุกจังหวัดให้เตรียมทีมออกสอบสวนโรค กรณีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและเสียชีวิตทุกราย เพื่อหาสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรค รวมทั้งการระบาดของโรคที่มีลักษณะเป็นกลุ่มก้อน
โดยเฉพาะในโรงพยาบาล โรงเรียน สถานดูแลผู้สูงวัย ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ค่ายทหาร เรือนจำ กลุ่มนักท่องเที่ยว ตามเกณฑ์ที่กำหนด

