ศูนย์จีโนมฯ อัพเดตโควิด เผยไทยพบ 52% เป็นโอมิครอน XBB เร่งพัฒนาชุดตรวจรับมือ 14 สายพันธุ์ย่อย คาดเสร็จใน 2 สัปดาห์
เมื่อวันที่ 23 เมษายน ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อัพเดตสถานการณ์โรคโควิด-19 และสายพันธุ์ที่กำลังระบาด ว่า ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2566 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศอัพเกรดให้เชื้อโควิด-19 โอมิครอน XBB.1.16 จาก “สายพันธุ์ภายใต้การตรวจสอบ” เป็น “สายพันธุ์ที่น่าสนใจ” (VOI: variant of interest) แต่ยังไม่ถึงขั้น “สายพันธุ์ที่น่ากังวล” เนื่องจากมีการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง และข้อได้เปรียบของ XBB.1.16 ในการเติบโต-แพร่ระบาด (relative growth advantage) เหนือกว่าสายพันธุ์อื่นจากหลายประเทศ

ศูนย์จีโนมฯ ระบุว่า โอมิครอน XBB.1.16 พบครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2566 และองค์การอนามัยโลกปรับให้เป็นสายพันธุ์ภายใต้การตรวจสอบ (VUM: variant under monitoring) เมื่อวันที่ 22 มีนาคม องค์การอนามัยโลกแจ้งว่า จนถึงขณะนี้มีการรายงานรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมบนฐานข้อมูลโควิดโลก หรือจีเสด (GISAID) ของโอมิครอนลูกผสม XBB.1.16 จำนวน 3,648 ตัวอย่าง จาก 33 ประเทศ รวมทั้งอินเดีย ในขณะที่ (ยังไม่มี) รายงานการเปลี่ยนแปลงความรุนแรง

องค์การอนามัยโลกตั้งข้อสังเกตว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโอมิครอน XBB.1.16 และเจ็บป่วยต้องรักษาตัวในอินเดียและอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ระดับนี้ต่ำกว่าที่เห็นในการระบาดระลอกก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้บ่งชี้ว่าโอมิครอน XBB.1.16 มีความเสี่่ยงด้านสาธารณสุขเพิ่มเติมเมื่อเทียบกับโอมิครอน XBB.1.5 ที่เป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญบางคนตั้งชื่อเล่นให้โอมิครอน XBB.1.16 ว่า อาร์คทูรัส (Arcturus) ตามชื่อดาวที่สว่างที่สุดในซีกโลกเหนือ อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกจะไม่ตั้งชื่อให้กับโอมิครอน XBB.1.16 โดยจะกำหนดชื่อภาษากรีกให้เฉพาะโควิด-19 สายพันธุ์ที่น่ากังวล (VOC: variant of concern) เท่านั้น จะไม่ตั้งให้กับสายพันธุ์ที่น่าสนใจ หรือสายพันธุ์ภายใต้การตรวจสอบ

สำหรับการตรวจกรองกลุ่มโอมิครอนลูกผสม XBB อันรวมถึง XBB.1.16 นั้น ศูนย์จีโนมฯ ระบุว่า ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2566 พบการระบาดของโอมิครอนลูกผสม XBB.1.16 ในหลายประเทศ และ วันที่ 1 เมษายน 2566 ศูนย์จีโนมฯ รพ.รามาธิบดี รายงานพบผู้ติดเชื้อ XBB.1.16 รายแรกในประเทศไทย อาศัยข้อมูลรหัสพันธุกรรมจากฐานข้อมูลโควิดโลก ต่อมา วันที่ 21 เมษายน 2566 ศูนย์จีโนมฯ ได้ดึงข้อมูลรหัสพันธุกรรมจากจีเสดมาวิเคราะห์พบโอมิครอน 14 สายพันธุ์ย่อยที่พบมากในประเทศไทย เรียงตามลำดับ ดังนี้ XBB.1.5 จำนวน 34 ราย ร้อยละ 15.2, BN.1.3 จำนวน 23 ราย ร้อยละ 10.3, BN.1.2 จำนวน 22 ราย ร้อยละ 9.8, XBB.1.9.1 จำนวน 22 ราย ร้อยละ 9.8, XBB.1.16 จำนวน 21 ราย ร้อยละ 9.4 (ลำดับที่ 5), XBB.1.9.2 จำนวน 10 ราย ร้อยละ 4.5, BN.1.2.3 จำนวน 7 ราย ร้อยละ 3.1, CH.1.1 จำนวน 6 ราย ร้อยละ 2.7, XBB.2.3 จำนวน 6 ราย ร้อยละ 2.7, XBL จำนวน 5 ราย ร้อยละ 2.2, XBB.1.5.24 จำนวน 4 ราย ร้อยละ 1.8, BA.2 จำนวน 3 ราย ร้อยละ 1.3, BA.2.75 จำนวน 3 ราย ร้อยละ 1.3 BN.1 จำนวน 3 ราย ร้อยละ 1.3 ฯลฯ โดยพบกลุ่มไวรัสสายพันธุ์ XBB* ประมาณร้อยละ 52 และ XBB.1.16 อยู่ในลำดับที่ 5 จำนวน 21 ราย จาก 224 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 9.4 จากเชื้อโควิด-19 ทั้งหมดที่ถอดรหัสพันธุกรรมภายในประเทศในช่วง 1 เดือนครึ่งที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ศูนย์จีโนมฯ ได้พัฒนาชุดตรวจเชื้อโอมิครอนของกลุ่มสายพันธุ์ย่อย XBB เพื่อสามารถแยกจากสายพันธุ์อื่นเสร็จเป็นที่เรียบร้อยด้วยเทคโนโลยี Mass array genotyping โดยตรวจรู้ผลภายใน 24-48 ชั่วโมง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการตรวจ PCR (ที่ไม่อาจตรวจทราบสายพันธุ์) เพียงเล็กน้อย และประหยัดกว่าการถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสทั้งจีโนม เนื่องจากมีความจำเป็นสำหรับแพทย์เพื่อเลือกใช้ยาต้านไวรัสประเภทแอนติบอดีสำเร็จรูป กับผู้ป่วยได้ถูกต้องและทันท่วงที ซึ่งทีมนักวิจัยประเทศญี่ปุ่นนำโดย ดร.เคอิ ซาโต้ (Kei Sato) จากมหาวิทยาลัยโตเกียว พบว่ามีแอนติบอดีสำเร็จรูปเพียงชนิดเดียว คือ โซโทรวิแมบ (Stromab) ที่แสดงฤทธิ์ต้านไวรัสโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย XBB.1, XBB.1.5, XBB.1.16 ได้ดี ส่วนแอนติบอดีสำเร็จรูปประเภทอื่น ไม่สามารถเข้าจับและทำลายบรรดาโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย XBB เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ไปมากจนแอนติบอดีจำไม่ได้

นอกจากนี้ ศูนย์จีโนมฯ ยังเร่งพัฒนาต่อยอดชุดตรวจในปัจจุบันให้สามารถแยกโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย ครอบคลุมสายพันธุ์ที่กำลังเป็นปัญหา อาทิ XBB.1.16, XBB.1.9.1 และ XBB.1.5 ออกจากสายพันธุ์อื่น เพื่อการรักษาแบบมุ่งเป้าหรืออย่างจำเพาะด้วยแอนติบอดีสำเร็จรูป คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อให้ทันต่อการระบาดใหญ่ของบรรดาสายพันธุ์ย่อยในกลุ่ม XBB ที่กำลังเกิดขึ้น อีกทั้งยังได้ทำการวิเคราะห์จากรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม พบว่าโอมิครอนลูกผสม XBB.1.16 มีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาด (relative growth advantage) เหนือกว่า XBB.1.5 ร้อยละ 84, BN.1.3 ร้อยละ 138, BN.1.2 ร้อยละ 135, XBB.1.9.1 ร้อยละ 55, XBB.1.9.2 ร้อยละ 48 คาดว่า XBB.1.16 จะเข้ามาแทนที่ BN1.3, BN.1.2, และ XBB.1.5 ในประเทศไทยภายใน 1-3 เดือนจากนี้
ศูนย์จีโนมฯ ให้ข้อมูลอีกว่า ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกพบว่า XBB.1.16 มีค่าระดับการติดเชื้อยังผล (Effective reproduction number) สูงกว่า XBB.1 และ XBB.1.5 ประมาณ 1.27 และ 1.17 เท่า ตามลำดับ ซึ่งบ่งชี้ว่า XBB.1.16 มีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายไปทั่วโลกโดยเข้ามาแทนที่สายพันธุ์หลักที่ระบาดอยู่ในขณะนี้ คือ XBB.1 และ XBB.1.15
ส่วนการรักษาการติดเชื้อโอมิครอนลูกผสมกลุ่ม XBB อันรวมถึง XBB.1.16 ด้วยแอนติบอดีสำเร็จรูป ในกลุ่มเปราะบางที่ติดเชื้อโควิด-19 ในบางกรณีแพทย์อาจให้ยาแอนติบอดีสำเร็จรูป เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันในทันที เพื่อต่อสู้กับเชื้อโควิด-19 ในร่างกาย อาทิ แบมลานิวิแมบ (Bamlanivimab/LY-CoV555) มีเป้าหมายเข้าจับกับโปรตีนหนามของไวรัสโควิด-19 ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์ อีเทเสวิแมบ (Etesevimab/LY-CoV016) มักใช้ร่วมกับ แบมลานิวิแมบ เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น คาซิริวิแมบ(Casirivimab/REGN10933 และ อิมเดวิแมบ (Imdevimab/REGN10987) มีเป้าหมายที่โปรตีนหนามของไวรัสโควิด-19 เมื่อใช้ร่วมกันในรูปยาผสมจะเรียกว่า โรนาพรีเว่ (Ronapreve หรือ REGEN-COV สามารถลดความเสี่ยงของโควิด-19 รุนแรงได้ โซโทรวิแมบ (Sotrovimab/VIR-7831) เป็นโมโนโคลนอลแอนติบอดีชนิดเดียวในปัจจุบันที่สามารถจับกับส่วนหนามและทำลายโอมbครอนสายพันธุ์ย่อย XBB.1, XBB.1.5, และ XBB.1.16 ได้ ลดความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มโอมbครอน XBB

สถาบันสาธารณสุข โรเบิร์ต ค็อค (Robert Koch Institute/RKI) ประเทศเยอรมนu แนะนำให้ใช้ยาต้านไวรัสแพกซ์โลวิด, เรมเดซิเวียร์ (Paxlovid, Remdesivir) และ แอนติบอดีสำเร็จรูป โซโทรวิแมบ (Sotrovimab) ในการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 โทซิลิซูแมบ (Tocilizumab) จากการวิจัยพบว่าสามารถใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงของโควิด-19 ได้ ซึ่งเข้าระงับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่มากเกินไปหรือที่เรียกว่า “พายุไซโตไคน์” อันนำไปสู่การอักเสบรุนแรง อาการหายใจลำบากเฉียบพลัน (ARDS) ซิลกาวิแมบ และ ทิซาจวิแมบ (Cilgavimab & Tixagevimab)-โมโนโคลนอลแอนติบอดีเหล่านี้มีเป้าหมายที่ส่วนต่างๆ ของโปรตีนของไวรัสโควิด-19 เมื่อใช้ร่วมกันเรียกว่า อีวูเชลด์ (Evusheld/AZD7442) เป็นยาแอนติบอดีออกฤทธิ์ยาว (Long-acting Antibody-LAAB) ซึ่งได้รับการพัฒนาเพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19

การรักษาการติดเชื้อโอมbครอนลูกผสมกลุ่ม XBB อันรวมถึง XBB.1.16 ด้วยยาต้านไวรัส จากข้อมูลล่าสุดพบว่ายาต้านไวรัสเรมเดซิเวียร์ (ให้ทางเส้นเลือดดำ), โมลนูพิราเวียร์, แพกซ์โลวิด, และเอนซิเทรลเวียร์ (remdesivir, molnupiravir, Paxlovid, and ensitrelvir) ซึ่งใช้รับประทานยังคงสามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของ XBB, XBB.1.5 และน่าจะรวมถึง XBB.1.16 ได้เป็นอย่างดี ยังไม่พบเชื้อโควิด-19 ดื้อยา
ส่วนการป้องกันด้วยวัคซีน ทีมวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นได้แสดงให้เห็นว่า XBB.1.16 สามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่ผู้ติดเชื้อได้รับจากการติดเชื้อโอมิครอน BA.2 มาก่อนประมาณ 18 เท่า เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิม B.1.1 ในขณะที่ XBB.1.16 หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่ผู้ติดเชื้อได้รับจากการติดเชื้อโอมิครอน BA.5 มาก่อนประมาณ 37 เท่า เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิม B.1.1 แสดงให้เห็นว่า ภูมิคุ้มกันที่เราได้มาจากการฉีดวัคซีนรุ่นแรกและวัคซีนเข็มกระตุ้นชนิด 2 สายพันธุ์ (bivalent covid-19 booster) หรือภูมิคุ้มกันผู้ที่เคยติดเชื้อโอมิครอน BA.2 หรือ BA.4/BA.5 มาก่อน อาจไม่ช่วยป้องกันการติดเชื้อโอมิครอน XBB.1, XBB.1.5, และ XBB.1.16 ได้ดีนัก แต่จะช่วยป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงหรือการเสียชีวิตจากปอดอักเสบได้ดีไม่แตกต่างจากโอมิครอนสายพันธุ์อื่นๆ อย่างมีนัยยะสำคัญ
เหตุที่หลายฝ่ายคาดว่าโอมิครอน XBB.1.16 จะมาแทนที่ทุกสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ในปัจจุบันอาจเนื่องมาจาก 1.มีการกลายพันธุ์โดยเฉพาะส่วนหนามแตกต่างจากโอมิครอน XBB.1.5 และ/หรือ 2.มีกลายพันธุ์เปลี่ยนแปลงโครงสร้างโปรตีนส่วนอื่นที่ไม่ใช่ส่วนหนามร่วมด้วย อันอาจมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเติบโต-แพร่ระบาด (relative growth advantage) ของไวรัส


