อธิบดีกรมจิตฯ สั่งตรวจสอบประวัติ รพ.จิตเวช ‘แอม ไซยาไนด์’ ชี้แค่นอนไม่หลับก็มีประวัติรักษาได้
เมื่อวันที่ 28 เมษายน พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นฆาตกรรมต่อเนื่องที่สะเทือนใจ หรือ คดีแอม ไซยาไนด์ ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้ก่อเหตุเคยเป็นผู้ป่วยในสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ว่า รับทราบว่ามีการรายงานข่าวอ้างว่าเคยรักษาที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ จึงแจ้งไปทางสถาบันให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวตามกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ชื่อเดิมของสถาบันคือนิติจิตเวช เป็นโรงพยาบาล (รพ.) แม่ข่ายของกรมสุขภาพจิตดูแลพื้นที่เขตสุขภาพที่ 5 ใน 8 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี, นครปฐม, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม, เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ จึงเป็นไปได้ว่าจะมีประชาชนเข้ามารับการรักษา
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ทางสถาบันยังไม่ได้ยืนยันว่าผู้ก่อเหตุเคยรักษาในสถาบัน พญ.อัมพรกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันข้อมูล แต่เชื่อว่าจะมีความชัดเจนในวันนี้ แต่การเป็นผู้ป่วยหรือไม่ก็ไม่ใช่ประเด็นชี้ขาดอะไร เพราะตนก็เป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาลศรีธัญญาเช่นกัน เนื่องจากต้องรับยาบางอย่าง เช่น นอนไม่หลับ
เมื่อถามถึงอาการนอนไม่หลับ สามารถปรึกษาที่สถาบันกัลยาณ์ฯได้หรือไม่ พญ.อัมพร กล่าวว่า สามารถเข้ารักษาได้ เพราะผู้ป่วยอาจมีความเครียดทำให้นอนไม่หลับ ฉะนั้น ผู้ป่วยในสถาบันไม่จำเป็นต้องมีโรครุนแรง โรคจิตเภท ก็สามารถมารักษาอาการได้
พญ.อัมพร กล่าวด้วยว่า ข้อมูลพบด้วยว่าผู้ป่วยมากกว่า 50% มีอาการทางใจเล็กๆ น้อยๆ เหมือนคนเป็นไข้ ดังนั้น จะต้องเข้าไปดูข้อมูลเชิงลึกในบุคคล
เมื่อถามอีกว่า หากผู้กระทำผิดอ้างป่วยจิตเวช แล้วจะได้รับโทษน้อยลง พญ.อัมพร กล่าวว่า ไม่จริง เพราะถ้าเกิดความผิด ก็ต้องรับโทษตามขบวนการยุติ เพียงแต่ศาลจะพิจารณาการลงโทษอย่างไร แต่ไม่ได้แปลว่าป่วยแล้วจะลอยนวล
ต่อข้อถามถึงลักษณะการลงมือของแอมไซยาไนด์ เข้าข่ายฆาตกรต่อเนื่อง หรือ ไซโคพาธ (Psychopath) พญ.อัมพร กล่าวว่า ตนได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อไปก่อนหน้านี้ แต่น่าจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และขอย้ำว่า แพทย์ไม่สามารถมองใครแล้วบอกว่าเป็นโรคอะไรได้ เพราะผิดจรรยาบรรณของแพทย์ การจะวินิจฉัยได้ก็ต่อเมื่อมีการซักประวัติ ตรวจสุขภาพแล้ว และย้ำว่าจิตแพทย์ก็จะไม่เอาข้อมูลเหล่านั้น มาถ่ายทอดสู่สาธารณะ
“หากเจาะที่พฤติกรรมตามที่สื่อถ่ายทอดมา ถ้าหากมีการวางยา หวังทรัพย์ โดยไม่คำนึงชีวิตผู้เสียหายนั้น ในมิติของจิตเวชจะเรียกเป็นนิสัย ไม่จัดถึงว่าเป็นโรคสัมพันธ์ เพียงแต่มีลักษณะของบุคคลนั้นๆ เรียกว่า ไซโคแพธ หรือไซโคพาธ แต่ปัจจุบันใช้คำว่า บุคลิกภาพต่อต้านสังคม (Antisocial) ซึ่งจะหมายถึงผู้ที่ไม่มีคุณธรรม จริยธรรม ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่น และใช้ความปรารถนาของตัวเองเป็นศูนย์กลาง เช่น โกรธแล้วทำลายล้าง ทำให้คนอื่นเป็นทุกข์เพื่อระบายความโกรธ หรืออยากได้ทรัพย์สิน อยากได้ความสัมพันธ์ทางเพศ ก็สามารถทำลายชีวิตคนอื่น เพื่อความปรารถนาของตัวเองได้” พญ.อัมพร กล่าว
เมื่อถามย้ำว่า ไซโคแพธ ไม่ใช่โรคทางจิตเวช พญ.อัมพร กล่าวว่า แม้ว่าจะเป็นบุคลิกภาพที่ไม่ใช่โรค แต่มีผลต่อการเกิดโรคทางจิตเวชเพราะการมีบุคลิกผิดปกติ ปรับตัวยาก ก็ก่อให้เกิดโรคทางจิตเวชบางอย่าง แล้วไปหนุนให้บุคลิกภาพนั้นให้รุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม การจะมองว่าเป็นโรคทางจิตเวช หรือเป็นเพียงพฤติกรรม จะต้องดูว่าอารมณ์ที่เป็นปัญญานั้น ทำให้เขาไม่สามารถทำหน้าที่ หรือดำเนินชีวิตปกติได้ เช่น ทำงานกับใครไม่ได้ ใช้ชีวิตกับคนอื่นไม่ได้ ไปจนถึงการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมาย กระทบศีลธรรม หรือใช้สารเสพติด
ต่อข้อถามว่า ฆาตกรรมต่อเนื่องจะมีลักษณะอย่างไร พญ.อัมพร กล่าวว่า เป็นการก่อเหตุซ้ำ 2 ครั้งขึ้นไป จึงใช้คำว่าฆาตกรรมต่อเนื่องได้ ซึ่งจะมีรายละเอียดเชิงจิตใจต่างกันไป ทั้งนี้ กรณีที่เกิดขึ้นเป็นการหวังทรัพย์ ซึ่งเกิดขึ้นได้บ่อยกว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น การลงมือกระทำในคนบางเชื้อชาติ โดยจะแยกจากโรคจิตเวชได้ยาก
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ‘แอม’ มีประวัติรักษาจิตเวช แต่หยุดยามา 2 ปี หามส่งรพ.กลางดึก หลังเครียด-ความดันขึ้น
- อัยการอาวุโส ฟัน! “แอม” โดนแน่ 100% อ้างจิตเวชไม่ได้ สามี-แม่ ผู้ตายแฉหมด ตีเนียนเป็นผจก.มรดก
- ภรรยาดาบตำรวจ ตม.บึงกาฬ เหยื่อ ‘แอม ไซยาไนด์’ รายล่าสุด รวมแล้วเสียชีวิต 13 รอด 1

