อธิบดีกรมสุขภาพจิต เผย สถาบันกัลยาณ์ คุยตำรวจเรื่อง “แอมไซยาไนด์” แล้ว เตือนสื่อคุ้ยประวัติ ส่อทำคนเลียนแบบ

29.04.23 | 14:59 น.

อธิบดีกรมสุขภาพจิต เผย สถาบันกัลยาณ์ คุยตำรวจเรื่อง “แอมไซยาไนด์” แล้ว เตือนสื่อคุ้ยประวัติคนก่อเหตุ ส่อทำคนเลียนแบบ

เมื่อวันที่ 29 เมษายน พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าคดี “แอมไซยาไนด์” ที่ตกเป็นผู้ต้องหาวางยาพิษเหยื่อ โดยให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าตัวเองมีประวัติการรักษาที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ว่า ตามที่ผู้ต้องหาได้เปิดเผยข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าตนเองเคยเข้ารักษาในสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ นั้น เมื่อวานนี้ (28 เม.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปที่สถาบันฯ เพื่อรับทราบในรายละเอียดแล้ว จึงขอให้การเปิดเผยข้อมูลเรื่องดังกล่าว เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางสถาบันฯ ยืนยันว่า หากข้อมูลใดที่เป็นประโยชน์ในความปลอดภัยของสังคมก็พร้อมให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ขอย้ำว่าข้อมูลของผู้ป่วยถือเป็นความลับระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ผู้ให้การรักษา ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ซึ่งการเปิดเผยจะขึ้นอยู่กับความยินยอมของผู้ป่วย รวมถึงอำนาจศาล แต่ทางโรงพยาบาลจะไม่สามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผยต่อสาธารณะได้

เมื่อถามถึงผลกระทบทางสุขภาพจิต จากข่าวที่ทำให้คนในสังคมเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน พญ.อัมพร กล่าวว่า ข่าวที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความไม่น่าไว้วางใจ การละเมิดเอาชีวิตกันอย่างน่าตกใจ เป็นกรณีที่ไม่ได้พบเห็นบ่อยนัก การบอกเล่าจากผู้เสียหายจำนวนมากสร้างความตระหนก และดึงดูดความสนใจสูงมาก ทำให้สื่อมวลชนและประชาชนจับตามอง ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

“การขุดคุ้ยข้อมูลออกมาเผยแพร่อย่างละเอียด ผ่านรูปแบบการนำเสนอในสังคมที่ไม่ใช่เฉพาะสื่อมวลชน แต่ประชาชนเองก็สามารถส่งข้อมูลถึงกันได้รวดเร็ว ซึ่งความแรงของปัญหากับข้อมูลที่ท่วมท้น ถูกหมุนเวียนซ้ำแล้วซ้ำอีก หลายคนยอมรับว่าหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง แต่รับรู้เรื่องไซยาไนด์มากกว่า 24 ครั้ง ความถี่ของการรับรู้สูงมาก ทำให้หลายคนดึงเรื่องนี้มาในวิถีชีวิตตัวเอง เปรียบเทียบกับตัวเอง จนกระทั่งเกิดความหวาดกลัว กังวลว่าตัวเองอาจเป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นเหยื่อของเรื่องแบบนี้ได้ ฟังเยอะจนรู้สึกกลัวว่าตัวเองจะโดนหรือไม่ ฉะนั้น การติดตามข่าวเรื่องนี้จึงต้องมีขอบเขตเพื่อให้เรารู้เท่าทันให้เกิดความระวังอย่างพอเหมาะ ก็จะส่งผลดีในการใช้สื่อมากกว่าผลเสีย” พญ.อัมพร กล่าว

พญ.อัมพร กล่าวต่อว่า สื่อมวลชน ก็ควรระวังรูปแบบการวนของข้อมูลที่สีสันเยอะ เพราะยิ่งเกิดแรงดึงดูดด้านลบ ก่อเป็นปัญหาได้ โดยเฉพาะการที่สื่อแกะรอยและนำรายละเอียดชีวิตของผู้ก่อเหตุมานำเสนอเป็นอีกเรื่องต้องพึงระวัง เพราะหากเราเก็บรายละเอียดต่าง ๆ ออกมานำเสนอ อาจทำให้หลายคนเข้าใจบิดเบี้ยวไป อาจมองว่าเป็นตัวอย่างหรือต้นแบบ เป็นการชี้นำผู้ที่ความเปราะบาง ความโลภให้เกิดการทำตามได้ ซึ่งไม่เกิดผลดีกับใครแน่ ๆ ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าถ้าผู้ก่อเหตุลงมือเช่นนั้นจริง ในแต่ละครั้งที่ก่อเหตุก็ต้องเกิดความเครียดสูงไม่ใช่น้อย คงไม่ได้รู้สึกสบาย ๆ แต่ไม่ว่าจะรู้สึกเช่นไร ก็ไม่ใช่ที่ควรกระทำ อย่างไรก็ตาม กรมสุขภาพจิตได้ติดตามอารมณ์ของสังคมในแต่ละช่วงมาตลอด ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดแรงกระแทกเยอะ ก็จะเป็นอีกหนึ่งช่วงที่กรมฯ จะต้องติดตามและนำมาประมวลผลความเครียดของสังคม คาดว่าในอีก 3-4 สัปดาห์จะเห็นอุณหภูมิสังคมที่ชัดเจนขึ้น

Advertisement